เวลาที่นั่งตรวจพัฒนาการเด็กในห้องตรวจ สิ่งหนึ่งที่หมอมักจะสังเกตเห็นบ่อยๆ คือความกังวลในแววตาของคุณพ่อคุณแม่ หลายคนพาเจ้าตัวเล็กมาด้วยคำถามคาใจว่า ทำไมลูกถึงเรียกไม่ค่อยหัน ทำไมยังไม่ยอมพูด หรือทำไมถึงดูเหมือนอยู่ในโลกส่วนตัวเหลือเกิน เมื่อผลตรวจออกมาว่าเป็นภาวะออทิสติกสเปกตรัม คำถามเหล่านี้มักจะตามมาด้วยความตกใจและคำว่าทำไมอีกมากมาย
หมออยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจเรื่องนี้ใหม่ด้วยกันครับ ว่าภาวะนี้ไม่ใช่โรคที่ต้องหายขาด แต่เป็นความแตกต่างของระบบการทำงานในสมองที่ทำให้เด็กมองโลก สื่อสาร และตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวไม่เหมือนเด็กทั่วไป การทำความเข้าใจและยอมรับตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยเปิดประตูพาเด็กๆ ก้าวข้ามข้อจำกัดและเติบโตได้อย่างมีความสุข
ลูกเราเข้าข่ายไหม? สังเกตสัญญาณเตือนจากพฤติกรรมรอบตัว
อาการของเด็กแต่ละคนจะมีความกว้างและแตกต่างกันมากตามชื่อของสเปกตรัม แต่โดยทั่วไปจะมีจุดสังเกตหลักๆ ที่หมอมักแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่คอยดูอยู่เสมอตั้งแต่วัยเตาะแตะ
- การสบตาและการสื่อสาร: ลูกอาจจะไม่ค่อยสบตาเวลาคุยด้วย เรียกชื่อแล้วไม่หันมามอง หรือช้ากว่าวัยในการเริ่มพูด บางคนพูดได้นะ แต่เป็นการทวนคำพูดของคนอื่นโดยไม่รู้ความหมาย หรือพูดคำเดิมซ้ำๆ
- การเล่นและการเข้าสังคม: เวลาไปสนามเด็กเล่น ลูกอาจจะชอบเล่นคนเดียว สนใจของเล่นแค่บางส่วน เช่น หมุนล้อรถของเล่นแทนที่จะวิ่งรถเล่นตามจินตนาการ ไม่ค่อยสนใจชวนคนอื่นเล่นด้วย
- พฤติกรรมและอารมณ์ซ้ำๆ: มักจะชอบความจำเจ เดิมๆ ถ้ารูทีนเปลี่ยน เช่น เปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน หรือจัดห้องใหม่ อาจจะแสดงอาการหงุดหงิด โมโหร้าย หรือร้องกรี๊ดออกมา บางคนอาจมีท่าทางทำซ้ำๆ เช่น โยกตัว สะบัดมือ
สเปกตรัมที่กว้างไกล ทำไมเด็กแต่ละคนถึงไม่เหมือนกันเลย
คำว่าสเปกตรัม เปรียบเสมือนเฉดสีครับ เด็กบางคนอาจจะมีอาการน้อยมาก แค่ดูเป็นคนเข้าสังคมไม่เก่ง พูดจาแปลกๆ ในขณะที่บางคนอาจจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารอย่างรุนแรง หรือมีความบกพร่องทางสติปัญญาร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีเด็กกลุ่มอัจฉริยะบางคนที่อาจจะมีความสามารถพิเศษเฉพาะด้านสูงลิ่ว เช่น การคำนวณตัวเลข ดนตรี หรือความจำดีเลิศ แต่กลับมีปัญหาในการอ่านอารมณ์ความรู้สึกของคนรอบข้าง
เมื่อหมอบอกว่าเป็นออทิสติก แนวทางการดูแลรักษาคืออะไร
เป้าหมายหลักของการดูแลเด็กที่มีภาวะนี้ไม่ใช่การพยายามทำให้เขาเป็นเด็กปกติทั่วไป แต่เป็นการส่งเสริมศักยภาพที่มีอยู่ ลดพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต และเพิ่มทักษะการช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด
สิ่งสำคัญที่สุดคือการพามาพบแพทย์และเริ่มกระบวนการกระตุ้นพัฒนาการให้เร็วที่สุด เพราะช่วงวัยเด็กเล็กสมองมีความยืดหยุ่นสูงมาก การทำกายภาพบำบัด ฝึกพูด และปรับพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เด็กพัฒนาการก้าวกระโดดได้อย่างไม่น่าเชื่อ
บทบาทสำคัญของครอบครัวในการฝึกน้องที่บ้าน
การฝึกในโรงพยาบาลหรือศูนย์พัฒนาการเด็กนั้นใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่บ้านคือสนามฝึกจริงที่ยาวนานที่สุด สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันมีดังนี้
- ลดการใช้หน้าจอและสื่อดิจิทัลทุกชนิด เพราะหน้าจอจะยิ่งดึงเด็กให้จมอยู่ในโลกส่วนตัวและขัดขวางการสื่อสารสองทาง
- ใช้วิธีสื่อสารที่ชัดเจนและกระชับ มองหน้า เรียกชื่อก่อนพูด และใช้ท่าทางประกอบให้เข้าใจง่าย
- ใจเย็นและเข้าใจอารมณ์ของลูก เมื่อลูกอาละวาด อย่าเพิ่งใช้อารมณ์เข้าปะทะ แต่ให้หาสสาเหตุว่าเขากำลังรู้สึกกลัว วิตกกังวล หรือรับความรู้สึกรอบตัวไม่ไหว
ก้าวเดินต่อไปด้วยความเข้าใจและกำลังใจ
การเลี้ยงลูกที่มีภาวะออทิสติกสเปกตรัมไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความอดทน ความเข้าใจ และพลังใจที่สูงมากจากคนในครอบครัว หมออยากบอกคุณพ่อคุณแม่เสมอว่า อย่าเพิ่งโทษตัวเอง และอย่าเพิ่งหมดหวัง ลูกในแบบที่เป็นเขาก็มีความน่ารักและมีศักยภาพในแบบฉบับของเขาเอง หน้าที่ของเราคือการเป็นสะพานเชื่อมให้เขาค่อยๆ เดินก้าวออกไปเรียนรู้โลกกว้างทีละนิดด้วยความรักความอบอุ่นครับ