เวลาที่ผู้ป่วยหรือญาติที่ต้องดูแลคนไข้ใส่สายสวนปัสสาวะนานๆ แล้วเหลือบไปเห็นว่าน้ำปัสสาวะในถุงเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม หลายคนคงตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูก คิดว่าเป็นเลือดหรือสารเคมีอะไรหรือเปล่า ในฐานะหมอที่เจอเคสแบบนี้มาบ้าง บอกได้เลยครับว่าภาพที่เห็นมันดูน่ากลัวก็จริง แต่มันมีคำอธิบายทางการแพทย์รองรับ และไม่ได้แปลว่าคนไข้กำลังจะแย่เสมอไป เพียงแต่เป็นสัญญาณเตือนภัยบางอย่างจากร่างกายที่บอกว่าระบบทางเดินปัสสาวะกำลังมีปัญหาบางอย่างซ่อนอยู่
ทำไมปัสสาวะในถุงถึงเปลี่ยนเป็นสีม่วงได้?
ปรากฏการณ์นี้ในทางการแพทย์เราเรียกว่า ภาวะปัสสาวะสีม่วงจากถุงปัสสาวะ ซึ่งไม่ได้เกิดจากตัวน้ำปัสสาวะเองตั้งแต่แรกที่ออกจากร่างกาย แต่เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีที่แปลกประหลาดระหว่างสารในร่างกายของคนไข้กับพลาสติกของสายสวนและถุงรองรับปัสสาวะ
เรื่องมันเริ่มต้นจากเวลาที่คนไข้มีอาการท้องผูกเรื้อรัง หรือมีแบคทีเรียบางชนิดในทางเดินอาหาร อาหารจำพวกโปรตีนที่เรากินเข้าไปจะถูกย่อยสลายและสร้างสารตัวหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า อินดิแคน (Indican) สารนี้จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดแล้วถูกกรองทิ้งมาทางไตกลายเป็นปัสสาวะใสๆ ตามปกติ
ทีนี้พอน้ำปัสสาวะไหลลงมาค้างอยู่ในสายยางและถุงพลาสติกที่มีแบคทีเรียเจ้าปัญหาบางชนิดอาศัยอยู่ แบคทีเรียพวกนี้จะปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยสารอินดิแคนให้กลายเป็นสารสีแดงและสีน้ำเงิน เมื่อสารสองสีนี้มารวมตัวกันและทำปฏิกิริยากับพลาสติกของถุงปัสสาวะ จึงเกิดการเปลี่ยนสีกลายเป็นสีม่วงเข้มสะดุดตาอย่างที่เราเห็นนั่นเองครับ
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเจอภาวะปัสสาวะสีม่วง?
ไม่ใช่ทุกคนที่ใส่สายสวนปัสสาวะจะต้องเจอเรื่องนี้ครับ ภาวะนี้มักจะชอบเกิดขึ้นกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ ได้แก่
- ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และใส่สายสวนปัสสาวะเป็นเวลานาน ยิ่งใส่รอนานโอกาสเกิดคราบสะสมก็ยิ่งมีมาก
- คนไข้ที่มีปัญหาท้องผูกเรื้อรัง เพราะยิ่งลำไส้เคลื่อนไหวช้า ร่างกายก็ยิ่งดูดซึมสารตั้งต้นที่จะทำให้เกิดสีม่วงกลับเข้าร่างกายมากขึ้น
- ผู้ที่มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำๆ จากแบคทีเรียบางกลุ่มที่มีเอนไซม์พิเศษในการสร้างสารสี
- ผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรังร่วมด้วย ทำให้การขับของเสียมีประสิทธิภาพลดลง
- ผู้หญิง มีโอกาสพบมากกว่าผู้ชายเล็กน้อยเนื่องจากกายวิภาค
เห็นปัสสาวะเป็นสีม่วงแบบนี้ อันตรายแค่ไหนและต้องทำอย่างไร?
สิ่งแรกที่อยากบอกคือ ตั้งสติให้ดีก่อนครับ สีม่วงที่เห็นนั้นไม่ได้เป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อของร่างกายโดยตรง แต่มันคือ สัญญาณเตือนภัยระดับสิบ ว่าตอนนี้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ และระบบขับถ่ายของเสียกำลังมีปัญหา
แนวทางการดูแลเมื่อเกิดปัญหานี้ขึ้น มีข้อปฏิบัติที่ผมมักจะแนะนำคนไข้และญาติเสมอ ดังนี้ครับ
- รีบพาคนไข้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจปัสสาวะ แพทย์จำเป็นต้องตรวจหาเชื้อแบคทีเรียตัวการเพื่อพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม ไม่ควรซื้อยามากินเอง
- เปลี่ยนสายสวนปัสสาวะและถุงรองรับชุดใหม่ทันที เพราะสายยางเก่ามีคราบแบคทีเรียสะสมและเกิดการเปลี่ยนสภาพทางเคมีไปแล้ว การล้างทำความสะอาดไม่สามารถทำให้กลับมาใช้ต่อได้
- แก้ปัญหาเรื่องท้องผูกอย่างจริงจัง แพทย์อาจจะพิจารณาให้ยาระบาย ทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้น หรือดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อลดการสร้างสารตั้งต้นของสีม่วง
- ดูแลความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้น ทำความสะอาดรอบรู ณ์ท่อปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ และระวังไม่ให้สายสวนหักพับ เพื่อให้น้ำปัสสาวะไหลลงถุงได้สะดวก ไม่ค้างสะสมนานเกินไป
วิธีป้องกันไม่ให้ปัสสาวะกลับมาเป็นสีม่วงอีก
สำหรับคนไข้ที่ต้องใส่สายสวนปัสสาวะระยะยาว การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะนี้ซ้ำซากทำได้โดยการดูแลความสะอาดพื้นฐานอย่างเคร่งครัด หมั่นสังเกตสีและลักษณะของปัสสาวะทุกวัน อย่าปล่อยให้ถุงปัสสาวะสกปรก มีตะกอนขุ่น หรือปล่อยให้น้ำปัสสาวะไหลย้อนกลับ และที่สำคัญคือต้องจัดการเรื่องระบบขับถ่ายไม่ให้ท้องผูก เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปรากฏการณ์ปัสสาวะสีม่วงลงไปได้มากแล้วครับ