ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยผ่านประสบการณ์ตื่นกลางดึกเพราะอาการปวดบิดเกร็งที่ท้อง วิ่งเข้าห้องน้ำวันละหลายรอบจนหมดแรง หรือบางครั้งมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นหลังจากเรารับประทานอาหารส้มตำปูปลาร้า ยำรสแซ่บ อาหารทะเลดิบ หรือแม้แต่อาหารกล่องที่วางทิ้งไว้ข้ามคืน สิ่งที่กำลังเล่นงานระบบย่อยอาหารของคุณอยู่นั้น หลายครั้งไม่ใช่แค่เรื่องของอาหารไม่ย่อย แต่เป็น การติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินอาหาร ที่กำลังทำให้ลำไส้เกิดการอักเสบอย่างเฉียบพลัน

กินอะไรผิดนิดเดียว ทำไมถึงท้องเสียรุนแรง? รู้จักการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินอาหาร

เวลาที่เรากลืนอาหาร หรือดื่มน้ำที่มีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนเข้าไป เชื้อเหล่านี้จะเดินทางผ่านกระเพาะอาหารลงไปถึงลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ แม้ร่างกายจะมีกรดในกระเพาะคอยฆ่าเชื้อโรคระดับหนึ่ง แต่ถ้าเชื้อมีปริมาณมากพอ หรือมีฤทธิ์เดชรุนแรง มันจะเริ่มเกาะติดกับผนังลำไส้ หลั่งสารพิษ (Toxins) ออกมาทำลายเซลล์เยื่อบุ หรือบุกรุกเข้าไปในเยื่อบุลำไส้โดยตรง

เมื่อเยื่อบุลำไส้เกิดการอักเสบและระคายเคือง ลำไส้จะพยายามขับสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ออกด้วยการบีบตัวอย่างรวดเร็ว และดึงน้ำจากร่างกายเข้ามาในช่องลำไส้เพื่อชะล้างเชื้อโรค ผลที่ตามมาคือเราจะรู้สึกปวดบิดเป็นระยะ และถ่ายอุจจาระออกมาเป็นน้ำหรือมีมูกเลือดปน

เชื้อแบคทีเรียตัวการที่พบได้บ่อยในบ้านเรา ได้แก่

  • แซลมอนเนลลา (Salmonella): มักพบในไข่ดิบ เนื้อสัตว์อุจจาระปนเปื้อน หรืออาหารปรุงไม่สุก
  • เอสเชอริเชีย โคไล (E. coli): พบได้ในน้ำดื่มที่ไม่สะอาด อาหารปรุงสุกๆ ดิบๆ หรือน้ำแข็งที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน
  • แคมไพโลแบคเตอร์ (Campylobacter): พบบ่อยในเนื้อไก่สด หรือนมสดที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์
  • ชิเกลลา (Shigella): ทำให้เกิดอาการบิด มักปนเปื้อนมากับอาหารและน้ำจากผู้พาหะที่ไม่ล้างมือหลังขับถ่าย

เชื้อแบคทีเรียเข้าร่างกายเราทางไหนได้บ้าง? พฤติกรรมใกล้ตัวที่ต้องระวัง

สาเหตุหลักของการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินอาหารมักมาจากสิ่งที่เราทานเข้าไปโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภคเหล่านี้

  • การทานอาหารดิบหรือสุกๆ ดิบๆ: เช่น กุ้งแช่น้ำปลา ซาชิมิลาบเลือด หรือไข่ดาวที่ไข่แดงยังเยิ้มและเก็บไว้ไม่ดี
  • อาหารที่ทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องนานเกินไป: อาหารที่ปรุงสุกแล้วแต่ตั้งทิ้งไว้นานเกิน 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะในอากาศร้อนของประเทศไทย จะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แบคทีเรียชั้นดี
  • น้ำดื่มและน้ำแข็งที่ไม่สะอาด: น้ำแข็งหลอดที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการใช้น้ำประปาที่ไม่ผ่านการต้มมาทำอาหาร
  • การสุขอนามัยที่ไม่ดี: ไม่ล้างมือก่อนทานอาหาร หรือหลังเข้าห้องน้ำ รวมถึงการใช้เขียงและมีดร่วมกันระหว่างเนื้อสัตว์ดิบกับผักสด

เช็กลิสต์อาการ: แบบไหนคือติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ใช่แค่ท้องเสียธรรมดา

อาการของการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินอาหารมักจะรุนแรงและชัดเจนกว่าท้องเสียจากการธาตุอ่อนทั่วไป โดยจะมีอาการหลักดังนี้

  • ถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำหลายครั้งในหนึ่งวัน
  • ปวดบิดเกร็งที่ท้องเป็นระยะๆ มักจะปวดเกร็งอย่างหนักก่อนถ่าย
  • มีไข้ร่วมด้วย ตั้งแต่ไข้ต่ำๆ ไปจนถึงไข้สูง
  • คลื่นไส้ มวนท้อง และอาเจียน
  • ถ่ายอุจจาระมีมูกปน หรือมีสายเลือดติดออกมาด้วย
  • รู้สึกอยากถ่ายตลอดเวลา หรือถ่ายไม่สุด

ท้องเสียจากไวรัสกับแบคทีเรีย ต่างกันอย่างไร?

ข้อสังเกตง่ายๆ คือ การติดเชื้อไวรัส (เช่น โรตาไวรัส หรือโนโรไวรัส) มักจะถ่ายเป็นน้ำปริมาณมาก คลื่นไส้อาเจียนเด่น และมักไม่ค่อยมีไข้สูงหรือถ่ายเป็นมูกเลือด ส่วนการติดเชื้อแบคทีเรียมักจะมีอาการปวดท้องบิดเกร็งรุนแรง มีไข้ และอุจจาระมักมีมูกหรือเลือดปนได้บ่อยกว่า

เมื่อลำไส้ติดเชื้อ ควรดูแลตัวเองเบื้องต้นอย่างไรให้ฟื้นตัวไว

หากเพิ่งเริ่มมีอาการ และยังพอทานอาหารหรือดื่มน้ำได้ การดูแลตัวเองอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกจะช่วยให้ร่างกายกำจัดเชื้อและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

  • จิบผงชดเชยน้ำเกลือแร่ (ORS) สำหรับท้องเสีย: นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด ควรชงผงเกลือแร่ ORS กับน้ำสะอาด แล้วค่อยๆ จิบทีละน้อยตลอดทั้งวัน เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป ห้ามดื่มน้ำเกลือแร่สำหรับผู้เล่นกีฬาเพราะมีปริมาณน้ำตาลสูงเกินไป ซึ่งจะยิ่งดึงน้ำเข้าลำไส้และทำให้ท้องเสียมากขึ้น
  • ปรับอาหารเป็นประเภทอ่อนและย่อยง่าย: ในช่วง 1-2 วันแรก ควรรับประทานข้าวต้ม โจ๊ก น้ำซุป หรือกล้วยน้ำว้า หลีกเลี่ยงอาหารนม เนย อาหารรสจัด อาหารมัน และผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงชั่วคราว
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: ร่างกายต้องใช้พลังงานอย่างมากในการต่อสู้กับเชื้อโรค การพักผ่อนจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้เต็มที่

ทำไมหมอถึงไม่แนะนำให้รีบกินยาหยุดถ่าย?

หลายคนเมื่อท้องเสียจะรีบซื้อยาหยุดถ่ายมากินทันที ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดที่อันตรายมากในการติดเชื้อแบคทีเรีย เพราะการถ่ายอุจจาระคือกลไกธรรมชาติตามปกติที่ร่างกายใช้ขับเชื้อโรคและสารพิษออกจากลำไส้ หากเรากินยาหยุดถ่าย เชื้อแบคทีเรียและสารพิษจะถูกกักขังอยู่ในลำไส้ ส่งผลให้ลำไส้ขยายตัว อักเสบหนักกว่าเดิม หรือเชื้ออาจหลุดเข้าสู่กระแสเลือดจนเกิดอันตรายรุนแรงได้

จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทุกครั้งหรือไม่?

ไม่จำเป็นเสมอไป การติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินอาหารหลายชนิด ร่างกายสามารถขับเชื้อออกและหายเองได้ภายใน 3-5 วัน หากระบบภูมิคุ้มกันสมบูรณ์ดี การกินยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น นอกจากจะไม่ช่วยให้หายเร็วขึ้นแล้ว ยังไปทำลายแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ (Probiotics) และเสี่ยงต่อภาวะเชื้อดื้อยาในอนาคต การใช้ยาปฏิชีวนะควรอยู่ภายใต้การประเมินและคำสั่งของแพทย์เท่านั้น

อาการแบบไหนที่ถือเป็นสัญญาณเตือนอันตราย ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที?

แม้ภาวะนี้จะหายเองได้ในคนส่วนใหญ่ แต่สำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว การสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่ภาวะช็อกได้ หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน

  • ถ่ายเป็นเลือดสด หรืออุจจาระมีสีดำสนิท
  • มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส และไม่ลดลงหลังทานยาพาราเซตามอล
  • อาเจียนมากจนไม่สามารถดื่มน้ำหรือจิบเกลือแร่ได้เลย
  • มีสัญญาณของภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้ง ผิวแห้ง ตาลึก ปัสสาวะออกน้อยมากหรือปัสสาวะสีเข้มจัด เวียนศีรษะ ร่างกายอ่อนแรง หรือหน้ามืดเวลาลุกยืน
  • อาการท้องเสียไม่ดีขึ้นเลยหลังจากผ่านไป 2-3 วัน

เคล็ดลับปรับพฤติกรรมง่ายๆ ช่วยปกป้องทางเดินอาหารจากแบคทีเรีย

การป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินอาหารทำได้ไม่ยาก เพียงยึดหลักง่ายๆ ในการใช้ชีวิตประจำวัน

  • กินสุก ล้างร้อน: ทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ด้วยความร้อนเสมอ หลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์หรืออาหารทะเลดิบ
  • แยกอุปกรณ์ทำอาหาร: ใช้เขียงและมีดสำหรับเนื้อสัตว์ดิบ แยกออกจากอุปกรณ์ที่ใช้หั่นผักสดหรืออาหารพร้อมทาน
  • ล้างมือให้ติดเป็นนิสัย: ล้างมือด้วยฟองสบู่และน้ำสะอาดอย่างน้อย 20 วินาที ก่อนรับประทานอาหาร และทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ
  • เลือกร้านอาหารและน้ำดื่มที่สะอาด: สังเกตความสะอาดของร้าน สถานที่เก็บวัตถุดิบ และเลือกดื่มน้ำที่ผ่านการกรอง ต้มสุก หรือบรรจุขวดมิดชิด

ระบบทางเดินอาหารเป็นปราการสำคัญของสุขภาพ เมื่อเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตั้งสติ เติมน้ำและเกลือแร่ชดเชยให้เพียงพอ พักผ่อน สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และหลีกเลี่ยงการซื้อยาหยุดถ่ายหรือยาฆ่าเชื้อมาทานเองโดยไม่จำเป็น เพื่อให้ลำไส้ของเราฟื้นตัวกลับมาแข็งแรงได้อย่างปลอดภัยที่สุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down