เผลอไอจามนิดเดียว น้ำปัสสาวะก็เล็ดออกมาแล้ว: สัญญาณเตือนที่ผู้หญิงหลายคนมองข้าม
เวลาตรวจคนไข้ในห้องตรวจ ผมมักจะได้ยินคำถามทำทำนองว่า ทำไมช่วงหลังเวลาหัวเราะเสียงดัง จามแรงๆ หรือยกของหนัก ถึงมักจะมีปัสสาวะเล็ดลอดออกมาโดยไม่รู้ตัว หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาตามอายุที่เพิ่มขึ้น หรือคิดว่าเป็นเรื่องน่าอายที่จะบอกใคร จนปล่อยทิ้งไว้เรื่อยๆ ความจริงแล้ว อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนของภาวะปัสสาวะเล็ด ซึ่งพบได้บ่อยมากและสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ ไม่จำเป็นต้องทนใช้ชีวิตอย่างกังวลใจอีกต่อไป
ภาวะปัสสาวะเล็ดคืออะไร และทำไมถึงเกิดขึ้นกับเรา?
เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด ลองนึกภาพอุ้งเชิงกรานของเราเหมือนกับเปลญวนที่คอยพยุงอวัยวะภายในช่องท้องทั้งหมด รวมถึงกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะเอาไว้ เมื่อกล้ามเนื้อกลุ่มนี้เกิดความหย่อนยาน หรือกล้ามเนื้อหูรูดท่อปัสสาวะทำงานได้ไม่เต็มที่ แรงดันในช่องท้องที่เพิ่มขึ้นกะทันหัน เช่น เวลาไอ จาม หรือวิ่ง จึงทำให้น้ำปัสสาวะไหลเล็ดออกมาได้เองโดยที่เรายังไม่ทันได้เข้าห้องน้ำ
สาเหตุหลักที่ทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง
อาการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุเดียว แต่มีปัจจัยหลายอย่างร่วมกันที่ทำให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบๆ กระเพาะปัสสาวะเสื่อมสภาพลง:
- การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร: โดยเฉพาะคุณแม่ที่คลอดธรรมชาติ น้องเบบี้ต้องผ่านช่องคลอด ทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและเส้นประสาทบริเวณนั้นยืดขยายและได้รับการบาดเจ็บ
- อายุที่เพิ่มขึ้น: เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงทำให้เนื้อเยื่อบริเวณท่อปัสสาวะบางและมีความยืดหยุ่นน้อยลง
- น้ำหนักตัวเกิน: ความอ้วนหรือน้ำหนักที่มากเกินไปสร้างแรงกดทับลงที่อุ้งเชิงกรานตลอดเวลา
- พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน: การยกของหนักเป็นประจำ ไอเรื้อรังจากโรคภูมิแพ้ หรืออาการท้องผูกเรื้อรังที่ต้องเบ่งบ่อยๆ
วิธีบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
ข่าวดีคือกล้ามเนื้อส่วนนี้สามารถฝึกฝนและสร้างความแข็งแรงกลับคืนมาได้ เหมือนกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ในร่างกาย การขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหรือที่เรียกกันว่าการฝึกคีเกล (Kegel exercises) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดวิธีหนึ่ง
เคล็ดลับการขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานให้ถูกวิธี
เวลาฝึกขมิบ ให้ลองจินตนาการว่ากำลังกลั้นปัสสาวะกลางคัน หรือพยายามดึงส่วนล่างเข้าด้านใน แต่ข้อควรจำคือ ห้ามเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง ต้นขา หรือก้นร่วมด้วย และที่สำคัญที่สุดคืออย่ากลั้นหายใจ ระหว่างทำให้อ่านหนังสือหรือดูทีวีไปด้วยได้ แนะนำให้ทำอย่างสม่ำเสมอ วันละ 3 รอบ รอบละ 10 ถึง 15 ครั้ง ทำติดต่อกันต่อเนื่องอย่างน้อย 6 ถึง 8 สัปดาห์ จึงจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยลดอาการปัสสาวะเล็ด
นอกจากการบริหารกล้ามเนื้อแล้ว การปรับพฤติกรรมการดื่มน้ำและการขับถ่ายก็ช่วยบรรเทาอาการได้มาก:
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่กระตุ้นกระเพาะปัสสาวะ: เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้ทำให้ปัสสาวะบ่อยและกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวขึ้น
- ฝึกการขับถ่ายตามเวลา: ไม่ควรกลั้นปัสสาวะนานเกินไป และอาจลองฝึกเข้าห้องน้ำทุก 2 ถึง 3 ชั่วโมง แม้จะยังไม่รู้สึกปวดมากก็ตาม
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน: เพื่อลดภาระและแรงกดทับบนอุ้งเชิงกราน
เมื่อไหร่ถึงควรมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาเพิ่มเติม
หากลองปรับพฤติกรรมและฝึกบริหารกล้ามเนื้อด้วยตัวเองแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น หรือส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ควรปล่อยไว้จนเสียความมั่นใจครับ ปัจจุบันเรามีแนวทางการรักษาที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้ยา การใช้เครื่องมือแพทย์ช่วยกระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้าที่กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ไปจนถึงการผ่าตัดเล็กเพื่อใส่สายยูรีทรินสลิงพยุงท่อปัสสาวะ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคนครับ