ดึกดื่นเที่ยงคืน ลูกน้อยนอนหลับอยู่ดีๆ จู่ๆ ก็ตื่นขึ้นมาร้องไห้งอแง พร้อมกับเสียงไอที่แปลกพิลึก ฟังดูแหบพร่าก้องๆ และที่น่าตกใจคือ เสียงไอดังคล้ายเสียงเห่าของสุนัขหรือเสียงแมวน้ำ แถมเวลาหายใจยังมีเสียงดังหวีดลึกๆ หรือหายใจเข้าลำบาก อาการแบบนี้มักทำให้คนเป็นพ่อแม่ตกอกตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เหตุการณ์นี้นับเป็นสัญญาณเตือนคลาสสิกของโรคที่หมอพบได้บ่อยในเด็กเล็ก นั่นคือ กลุ่มอาการครูป (Croup) หรือการอักเสบของกล่องเสียงและหลอดลม ซึ่งมักจะเล่นงานเด็กในช่วงเวลากลางคืน ทำให้ครอบครัวต้องวิ่งวุ่นมาหาหมอที่ห้องฉุกเฉินอยู่บ่อยครั้ง
ทำไมลูกถึงไอเสียงแปลกๆ ตอนกลางคืน: เบื้องหลังอาการอักเสบที่คอ
เวลาที่เราพูดถึง กลุ่มอาการครูป (Croup) หรือการ ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในร่างกายของเด็กคือ การที่เชื้อไวรัส (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตัวเดียวกับที่ทำให้เป็นหวัดทั่วไป) เดินทางเข้าสู่ร่างกายแล้วไปก่อกวนบริเวณกล่องเสียงและท่อลมส่วนต้น ทำให้เนื้อเยื่อแถวๆ นั้นเกิดอาการบวมแดงขึ้นมา
พอนึกภาพตามว่าทางเดินหายใจของเด็กเล็กๆ นั้นมีขนาดเล็กจิ๋วอยู่แล้ว เมื่อเกิดอาการบวมขึ้นมานิดเดียว ช่องลมจึงแคบลงทันที เวลาที่น้องพยายามสูดอากาศหายใจเข้า ลมจึงต้องผ่านช่องแคบๆ นี้ เกิดเป็นเสียงหวีดแปลกๆ และด้วยความที่กล่องเสียงซึ่งทำหน้าที่สร้างเสียงพูดและเสียงร้องเกิดบวมอักเสบไปด้วย เสียงไอของเด็กจึงเปลี่ยนจากเสียงไอธรรมดา กลายเป็นเสียงแหบก้องคล้ายเสียงสัตว์เห่าอย่างที่เราได้ยินกัน
ช่วงเวลานาทีระทึกขวัญ: สังเกตอาการลูกอย่างไรเมื่อโรคกำเริบ
ความน่ากลัวของโรคนี้คือ อาการมักจะดูปกติหรือมีแค่น้ำมูกไหลเบาๆ ตอนกลางวัน แต่พอตกดึกตอนตีสองตีสาม อาการจะกำเริบขึ้นมาแบบฉับพลัน พ่อแม่อาจสังเกตอาการเตือนเหล่านี้ได้
- เสียงไอเห่าก้อง: ไอแห้งๆ เสียงดังฟังชัด คล้ายเสียงหมาเห่าหรือแมวน้ำ
- เสียงหายใจผิดปกติ: เวลาหายใจเข้าจะมีเสียงดังหวีด (Stridor) ซึ่งต่างจากเสียงครืดคราดเวลาเสมหะติดคอทั่วไป
- เสียงแหบ: เวลาพูดหรือร้องไห้ เสียงจะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
- ไข้ต่ำร่วมด้วย: มักมีไข้หวัดนำมาก่อนหน้า
วิธีรับมือเบื้องหน้าลูกน้อยกำลังไอเสียงเห่าในห้องนอน
ตอนที่ลูกตื่นขึ้นมาไอเสียงดังและหายใจลำบาก สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตั้งสติ เพราะความตื่นตระหนกของพ่อแม่จะยิ่งทำให้ลูกร้องไห้หนักขึ้น และเมื่อเด็กยิ่งร้องไห้ ทางเดินหายใจที่บวมอยู่แล้วก็จะยิ่งหดเกร็ง อาการจะยิ่งแย่ลงไปอีก
วิธีบรรเทาเบื้องต้นที่หมอมักแนะนำให้พ่อแม่ลองทำดูที่บ้านคือ การพาเด็กไปสูดอากาศชื้น หากเป็นตอนกลางคืน อาจจะพาไปยืนรับลมเย็นๆ ริมระเบียงบ้านสักครู่ (อากาศเย็นและชื้นช่วยลดอาการบวมของกล่องเสียงได้ดี) หรือจะเปิดน้ำอุ่นในห้องน้ำให้เกิดไอความชื้น แล้วอุ้มลูกนั่งอยู่ในห้องน้ำที่มีไอน้ำอุ่นลอยอยู่สักระยะ น้องมักจะหายใจโล่งขึ้นและอาการไอจะทุเลาลง
สัญญาณเตือนอันตรายแบบไหนที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
แม้ว่าอาการส่วนใหญ่จะดีขึ้นหลังจากการสัมผัสอากาศเย็นหรือไอน้ำชื้น แต่มีบางกรณีที่อาการบวมรุนแรงจนกลายเป็นภาวะฉุกเฉิน พ่อแม่ต้องพาลูกไปพบแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณเหล่านี้
- ลูกหายใจเร็วมากจนปีกจมูกบาน หรือซี่โครงยุบทุกครั้งที่หายใจเข้า
- ผิวหนังรอบปากหรือปลายนิ้วเริ่มมีสีคล้ำลงจากภาวะขาดออกซิเจน
- น้ำลายไหลยืดกลืนน้ำลายไม่ลง เพราะเจ็บคอและทางเดินหายใจแคบมาก
- ซึมลง ปลุกตื่นยาก หรือกระสับกระส่ายหายใจไม่ออก
วิธีรักษาของแพทย์เมื่อมาถึงโรงพยาบาล
เมื่อพามาถึงมือแพทย์แล้ว การดูแลรักษาจะเน้นไปที่การลดอาการบวมของทางเดินหายใจอย่างรวดเร็ว หมออาจจะพิจารณาให้ยาสเตียรอยด์ชนิดกิน ฉีด หรือพ่น ซึ่งออกฤทธิ์ลดการอักเสบได้ดีมาก ทำให้ทางเดินหายใจที่ตีบขยายตัวขึ้นภายในเวลาไม่นาน นอกจากนี้ ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจต้องให้ยาสูดพ่นร่วมด้วย หรือให้ออกซิเจนเสริม และอยู่ดูอาการในโรงพยาบาลสักระยะจนกว่าจะแน่ใจว่าทางเดินหายใจโล่งดีแล้ว
การป้องกันและการดูแลตัวเองในช่วงที่โรคกำลังระบาด
เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส การป้องกันจึงใช้หลักการเดียวกับการป้องกันโรคหวัดทั่วไป นั่นคือ หมั่นล้างมือให้สะอาด เล่าเรียนสุขอนามัยที่ดี และหลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปอยู่ในสถานที่แออัดช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ หากลูกเริ่มมีอาการหวัดเล็กๆ น้อยๆ ให้ดูแลพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อไม่ให้เสมหะเหนียวข้น และที่สำคัญคือเตรียมใจและตั้งสติให้พร้อม เพราะถ้าลูกเกิดอาการกำเริบตอนดึก พ่อแม่จะได้ช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย