ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

มีคนไข้หนุ่มคนหนึ่งถูกครอบครัวพามาพบหมอด้วยอาการหวาดระแวงตลอดเวลา เขาเชื่อว่าเพื่อนร่วมงานกำลังวางแผนทำร้าย และเริ่มได้ยินเสียงกระซิบแปลกๆ ที่คนอื่นไม่ได้ยิน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเป็นเพียงพนักงานออฟฟิศธรรมดาที่ขยันขันแข็ง แต่ช่วงสามเดือนที่ผ่านมาเขาต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ ทั้งการถูกเลิกจ้างและปัญหาครอบครัวที่ประดังเข้ามาพร้อมกัน

หลายคนมักมองว่าอาการหูแว่วหรือระแวงไปเองเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะคิดมากหรือจิตใจอ่อนแอ แต่ในมุมมองทางการแพทย์ สมองของเขากำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตที่เรียกว่า โรคจิตเภทที่กระตุ้นจากความกดดันทางจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นภาวะที่ความเครียดจัดเข้าไปปลุกยีนแฝงหรือความเปราะบางทางชีวภาพในสมองให้ตื่นขึ้นมาแสดงอาการ

เมื่อความเครียดสะสมจนเกินรับไหว สมองของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?

เมื่อเราเผชิญกับความกดดันทางจิตใจอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่ชื่อว่าคอร์ติซอลออกมาในปริมาณมหาศาล ฮอร์โมนตัวนี้หากมีมากเกินไปจะเข้าไปรบกวนการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง โดยเฉพาะโดปามีนและกลูตาเมต ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการรับรู้ ความคิด และอารมณ์

ในคนทั่วไป สมองอาจจะจัดการกับความผันผวนนี้ได้และแสดงออกเพียงอาการนอนไม่หลับหรือวิตกกังวล แต่สำหรับผู้ที่มีความเปราะบางทางพันธุกรรมอยู่ก่อนแล้ว ความกดดันนี้จะเปรียบเสมือนสวิตช์ไฟที่ไปเปิดการทำงานของโรค ทำให้สมองส่วนกลางทำงานผิดพลาด เริ่มแปลผลข้อมูลรอบตัวบิดเบือนไปจากความเป็นจริง

ทำไมบางคนเจอเรื่องหนักหนาแต่ไม่เป็นไร ขณะที่บางคนกระตุ้นให้เกิดอาการ?

หมออยากอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ด้วยทฤษฎีแก้วน้ำปริ่มน้ำ มนุษย์เราแต่ละคนเกิดมาพร้อมขนาดของแก้วน้ำที่ไม่เท่ากัน บางคนมีแก้วใบใหญ่ที่สามารถรองรับน้ำหรือความเครียดได้ปริมาณมาก ขณะที่บางคนอาจมีแก้วใบเล็กกว่าเนื่องจากปัจจัยทางพันธุกรรม การเลี้ยงดู หรือประสบการณ์ที่เคยเผชิญในวัยเด็ก

ความกดดันทางจิตใจเปรียบเหมือนน้ำที่ค่อยๆ เทลงไปในแก้ว เมื่อใดก็ตามที่น้ำล้นทะลักออกมา นั่นคือจุดที่สมองรับไม่ไหวและแสดงอาการของโรคจิตเภทออกมา ดังนั้น การเกิดโรคจึงไม่ใช่ความผิดของตัวผู้ป่วยเองที่อ่อนแอ แต่เป็นเพราะแก้วรองรับน้ำของเขาเผชิญกับปริมาณน้ำที่มากเกินกว่าที่โครงสร้างสมองจะทนทานได้

สัญญาณเตือนภัยที่บอกว่าจิตใจและสมองเริ่มแยกความจริงออกจากความฝันไม่ออก

อาการแฝงมักจะไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับในวันเดียว แต่จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย โดยคนใกล้ชิดสามารถสังเกตสัญญาณเตือนเหล่านี้ได้

1. ความคิดและระดับความระแวงที่เริ่มบิดเบือน

ผู้ป่วยจะเริ่มเชื่อในเรื่องที่ไม่มีมูลความจริง เช่น คิดว่ามีกล้องแอบถ่ายตัวเองอยู่ในห้อง คิดว่าคนบนรถไฟฟ้ากำลังซุบซิบนินทา หรือคิดว่าอาหารที่คนในครอบครัวเตรียมไว้ให้มียาพิษเจือปน แม้จะพยายามอธิบายด้วยเหตุผลอย่างไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อนี้ได้

2. ประสาทสัมผัสที่สร้างเรื่องราวขึ้นมาเอง (อาการหูแว่วหรือเห็นภาพหลอน)

อาการที่พบบ่อยที่สุดคือการได้ยินเสียงคนพูดคุยกันในหัว หรือได้ยินเสียงคนมาวิจารณ์การกระทำของตัวเอง บางครั้งอาจได้ยินเป็นเสียงสั่งให้ทำตามเรื่องต่างๆ ซึ่งเสียงเหล่านี้ผู้ป่วยจะได้ยินจริงและชัดเจนมากจนไม่สามารถแยกแยะได้ว่ามันไม่มีอยู่จริง

3. พฤติกรรมและการแสดงออกทางอารมณ์ที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน

ผู้ป่วยอาจเริ่มแยกตัวออกจากสังคม ขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง ไม่ดูแลสุขอนามัยส่วนตัว ไม่อาบน้ำ ไม่แต่งตัว อารมณ์เฉยชาลงอย่างเห็นได้ชัด หรือในบางรายอาจมีอาการฉุนเฉียวง่ายอย่างไร้สาเหตุเนื่องจากต้องต่อสู้กับเสียงในหัวตลอดเวลา

ขั้นตอนการรักษาและประคับประคองเพื่อดึงเขากลับคืนสู่โลกแห่งความจริง

สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อสงสัยว่ามีอาการคือการพาไปพบจิตแพทย์โดยเร็วที่สุด ยิ่งได้รับการรักษาเร็วเท่าไร โอกาสที่สมองจะฟื้นฟูกลับมาสู่สภาวะปกติก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

  • การใช้ยารักษาโรคจิต: ยาจะเข้าไปช่วยปรับสมดุลของสารสื่อประสาทโดปามีนในสมอง ลดอาการหูแว่วและความหวาดระแวงลง ทำให้ผู้ป่วยกลับมาคุยรู้เรื่องและใช้ชีวิตประจำวันได้
  • จิตบำบัดและการจัดการความเครียด: หลังจากที่อาการทางจิตเริ่มสงบลงด้วยยา การทำจิตบำบัดจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีรับมือกับความกดดันทางจิตใจในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้ความเครียดเข้าไปกระตุ้นให้อาการกำเริบซ้ำ
  • การปรับสิ่งแวดล้อม: ลดสิ่งเร้าที่สร้างความตึงเครียดในบ้าน จัดตารางชีวิตให้อ่านง่าย ไม่ซับซ้อน และหลีกเลี่ยงการกดดันผู้ป่วยเรื่องการเรียนหรือการทำงานในช่วงที่สมองกำลังฟื้นตัว

บทบาทสำคัญของคนใกล้ชิดในวันที่ผู้ป่วยเผชิญหน้ากับความกดดันจนใจแตกสลาย

การดูแลผู้ป่วยโรคนี้ต้องอาศัยความเข้าใจและความอดทนสูงมาก สิ่งที่คนรอบข้างควรทำคือการรับฟังโดยไม่ตัดสิน ห้ามโต้เถียงกับผู้ป่วยว่าสิ่งที่เขาเห็นหรือได้ยินนั้นไม่มีจริง เพราะสำหรับเขาแล้วสิ่งเหล่านั้นคือความจริงที่น่ากลัวมาก การโต้เถียงมีแต่จะทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวและระแวงเรามากขึ้น

ให้ใช้คำพูดที่แสดงถึงความปลอดภัย เช่น บอกเขาว่าเข้าใจว่าเขากำลังกลัวและเราจะอยู่ตรงนี้เพื่อดูแลเขา พร้อมทั้งช่วยดูแลเรื่องการทานยาอย่างสม่ำเสมอ เพราะยารักษาทางจิตเวชจำเป็นต้องทานต่อเนื่องห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด แม้ว่าอาการจะดูปกติแล้วก็ตาม การดูแลด้วยความรักและความเข้าใจคือสะพานสำคัญที่จะช่วยพากระแสประสาทของเขากลับมาเชื่อมต่อกับโลกแห่งความจริงได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down