เวลาที่คุณพ่อคุณแม่เห็นผิวลูกน้อยเริ่มมีผื่นแดงขึ้นมาเป็นวงๆ ยิ่งถ้าลูกร้องงอแงเพราะความคันด้วยแล้ว ความกังวลใจมักจะพุ่งขึ้นสูงทันที ยิ่งเด็กเล็กๆ ผิวหนังของเขายังบอบบางมาก ทำให้เวลาเกิดผื่นขึ้นมาสักที ผื่นแต่ละชนิดหน้าตาจะคล้ายกันไปหมดจนแทบแยกไม่ออก
หนึ่งในปัญหาที่หมอพบได้บ่อยและมักสร้างความปวดหัวให้กับคุณพ่อคุณแม่ก็คือ การแยกให้ออกว่าตกลงแล้วผื่นที่ลูกเป็นอยู่นั้นคือผื่นแพ้สัมผัสจากสารเคมีหรือสิ่งรอบตัว หรือจริงๆ แล้วเป็นโรคผิวหนังเด็กอื่นๆ ที่มักจะมาไม้ซ้ำกัน วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายว่า เราจะมีวิธีสังเกตและแยกแยะผื่นเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง
ทำความเข้าใจกันก่อน ผื่นแพ้สัมผัสในเด็กเล็กหน้าตาเป็นแบบไหน
โรคผื่นแพ้สัมผัส หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Contact Dermatitis เกิดขึ้นเมื่อผิวหนังของเด็กไปสัมผัสโดนสารบางอย่างแล้วเกิดอาการแพ้ หรือเกิดการระคายเคืองขึ้นมา โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆ คือ แบบที่แพ้จากระบบภูมิคุ้มกัน และแบบที่ระคายเคืองจากสารเคมีรุนแรง
อาการเด่นๆ ที่สังเกตได้คือ ลูกจะมีผื่นแดง บวม มีตุ่มน้ำใสๆ ขึ้น ถ้าเป็นมากๆ อาจจะมีน้ำเหลืองเยิ้ม และที่สำคัญคือเด็กจะคันมากจนนอนไม่หลับ ตำแหน่งที่ผื่นขึ้นมักจะเป็นบริเวณที่สัมผัสกับสิ่งนั้นโดยตรง เช่น ขอบแพมเพิส สายคาด หรือบริเวณที่โดนน้ำยาซักผ้า
สืบจากร่องรอย: วิธีสังเกตตำแหน่งและประวัติสัมผัสที่หมอใช้ตรวจ
เวลาที่คุณพ่อคุณแม พามาหาหมอที่คลินิก สิ่งแรกที่หมอจะทำไม่ใช่แค่การดูผื่น แต่เป็นการพูดคุยเพื่อสืบประวัติอย่างละเอียด เพราะประวัติการสัมผัสคือหัวใจสำคัญที่สุดในการวินิจฉัย
- ตำแหน่งของผื่นบอกเบาะแส: ถ้าผื่นขึ้นเฉพาะที่ก้นและขาหนีบ มักนึกถึงการแพ้ผ้าอ้อมหรือสารเคมีในผ้าเปียก แต่ถ้าขึ้นที่แก้มหรือมือ อาจเกิดจากการแพ้สารจากมือคนอุ้มหรือของเล่น
- เวลาที่เกิดอาการ: ผื่นแพ้สัมผัสแบบเฉียบพลันมักจะเห่อขึ้นมาภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสัมผัสโดนสิ่งนั้น
- รูปร่างของผื่น: บางครั้งผื่นจะมีรอยโรคเป็นรูปทรงตามวัตถุที่สัมผัส เช่น เป็นขอบเหลี่ยมตามสายกระเป๋าเป้ หรือเป็นรอยแดงตามขอบยางยืดของกางเกง
หน้าตาคล้ายกันมาก แยกให้ออกระหว่างผื่นแพ้สัมผัสกับผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
นี่คือความท้าทายที่สุดในการตรวจวินิจฉัย เพราะเด็กเล็กหลายคนมีพื้นฐานเป็นโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (Atopic Dermatitis) อยู่แล้ว ซึ่งผื่นสองชนิดนี้มีความต่างกันในรายละเอียด
ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema): มักจะเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง ตำแหน่งที่พบบ่อยมักจะเป็นตามข้อพับ แขนขา หรือแก้มทั้งสองข้าง ผิวเด็กจะแห้งมากและคันลึกๆ
ผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis): มักจะเกิดขึ้นฉับพลันในตำแหน่งที่สัมผัสสารนั้นๆ โดยตรง และถ้าหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ได้ ผื่นจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเอง ต่างจากโรคภูมิแพ้ผิวหนังที่มักจะกำเริบจากปัจจัยภายในร่างกายร่วมด้วย
ระวังความสับสนกับผื่นผ้าอ้อมและการติดเชื้อราที่หน้าตาใกล้เคียงกัน
ในเด็กเล็ก บริเวณก้นและขาหนีบเป็นจุดที่เกิดผื่นได้บ่อยที่สุด ซึ่งมักจะทำให้เกิดความสับสนในการวินิจฉัยอยู่บ่อยครั้งระหว่าง 3 โรคนี้
- ผื่นระคายเคืองจากผ้าอ้อม (Diaper Rash): เกิดจากการอับชื้นและสัมผัสกับอุจจาระปัสสาวะเป็นเวลานาน ผื่นจะแดงบริเวณที่สัมผัสกับผ้าอ้อมโดยตรง แต่จะไม่ค่อยลามไปที่รอยพับลึก
- การติดเชื้อรา (Candidiasis): มักจะเกิดขึ้นในรอยพับที่อับชื้น ลักษณะผื่นจะแดงจัด และมีผื่นดวงเล็กๆกระจายอยู่รอบๆ วงหลักที่เรียกว่า Satellite lesions
- ผื่นแพ้สัมผัสจากสารเคมี: อาจเกิดจากการแพ้น้ำยาปรับผ้านุ่ม สบู่ หรือสารเคมีในผ้าอ้อมสำเร็จรูป ผื่นจะแดงและมีตุ่มน้ำใส มักจะคันมากเป็นพิเศษ
เมื่อไหร่ที่ควรพาเจ้าตัวเล็กไปพบแพทย์ผิวหนังเด็กเพื่อตรวจให้แน่ใจ
หากคุณพ่อคุณแม่ลองปรับเปลี่ยนสิ่งของรอบตัว เช่น เปลี่ยนสบู่ งดใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม หรือเปลี่ยนยี่ห้อผ้าอ้อมแล้ว อาการของลูกยังไม่ดีขึ้นภายใน 3 ถึง 5 วัน หรือมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรพามาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
- ผื่นลุกลามอย่างรวดเร็วทั่วตัวจนควบคุมไม่ได้
- มีไข้ร่วมด้วย หรือมีหนองไหลออกมาจากตุ่มผื่น ซึ่งแสดงว่าอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
- ลูกคันมากจนนอนไม่ได้ ร้องกวนตลอดเวลา หรือผิวหนังมีแผลแตกจากการเกา
การวินิจฉัยโรคผื่นแพ้สัมผัสในเด็กเล็กต้องอาศัยการสังเกตที่ละเอียดรอบคอบ ทั้งจากตัวคุณพ่อคุณแม่เองและจากแพทย์ผู้ตรวจ การหาต้นตอของสารที่ทำให้แพ้ให้เจอคือหนทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยคืนผิวสุขภาพดีให้กับลูกน้อย โดยไม่ต้องทายาสเตียรอยด์ไปเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็น