ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเครียดไม่น้อย เวลาเห็นลูกน้อยผิวแดง เป็นผื่นคันขึ้นตามตัว ยิ่งในเด็กเล็กๆ ผิวของเขาบอบบางมาก แค่โดนอะไรนิดหน่อยก็อาจจะเห่อขึ้นมาได้แล้ว แต่ปัญหาคือ ผื่นเด็กเนี่ยหน้าตาคล้ายกันไปหมดจนแทบจะแยกไม่ออกเลยว่า อันไหนคือผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis) อันไหนคือผื่นผ้าอ้อม หรืออันไหนคือภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบ วันนี้หมอเลยอยากมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ถึงวิธีสังเกตและการวินิจฉัยแยกโรคผื่นแพ้สัมผัส เพื่อที่เราจะได้ดูแลรักษาเจ้าตัวเล็กได้อย่างตรงจุดครับ
ลูกไปโดนอะไรมาทำไมถึงเป็นผื่นแดงคันแบบนี้?
เวลาพูดถึงการวินิจฉัยแยกโรคผื่นแพ้สัมผัส สิ่งแรกที่หมอจะนึกถึงเสมอคือ ประวัติการสัมผัสของเด็กครับ เพราะผื่นชนิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มันเกิดจากผิวของลูกไปโดนสารบางอย่างที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ หรือระคายเคือง โดยเราจะแบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆ ที่หมอต้องตรวจแยกให้ดี
ผื่นระคายเคืองจากการสัมผัส
แบบแรกนี้เกิดจากผิวเด็กไปโดนสารที่มีฤทธิ์กัดกร่อนหรือรุนแรงเกินไป เช่น น้ำลายที่ไหลย้อย, ปัสสาวะหรืออุจจาระที่แช่อยู่ในผ้าอ้อมนานๆ หรือสบู่บางชนิดที่แรงเกินไป ผื่นแบบนี้จะเกิดขึ้นกับเด็กทุกคนได้ถ้าเจอสิ่งระคายเคืองนานพอ เด็กจะรู้สึกแสบมากกว่าคัน และมักจะเป็นตรงบริเวณที่สัมผัสโดยตรง เช่น ก้น ขาหนีบ หรือรอบปาก
ผื่นแพ้จากการสัมผัสจากระบบภูมิคุ้มกัน
แบบที่สองอันนี้จะจำเพาะเจาะจงกว่า เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของผิวหนังเด็กมีปฏิกิริยากับสารบางชนิด เช่น นิกเกิลจากกระดุมกางเกง สารกันบูดหรือน้ำหอมในโลชั่นทาผิว หรือแม้แต่สารสกัดจากพืชบางชนิด ความยากคือ ผื่นแบบนี้อาจไม่ได้ขึ้นทันทีที่สัมผัส แต่จะโผล่มาให้เห็นหลังจากสัมผัสไปแล้ว 24 ถึง 48 ชั่วโมง ทำให้คุณพ่อคุณแม่เดาไม่ถูกว่าลูกไปโดนอะไรมา
คุณหมอมีวิธีตรวจและแยกแยะผื่นเหล่านี้อย่างไรบ้าง?
เวลาพาลูกมาหาหมอที่คลินิก หมอไม่ได้แค่มองแวบเดียวแล้วจ่ายยา แต่กระบวนการการวินิจฉัยแยกโรคผื่นแพ้สัมผัสต้องอาศัยการพูดคุยและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อตัดโรคอื่นๆ ที่หน้าตาคล้ายกันออกไปก่อน
- ซักประวัติการใช้ชีวิตประจำวัน: หมอจะถามยิบเลยว่าช่วงนี้เปลี่ยนสบู่ แชมพู หรือผงซักฟอกไหม ลูกใส่เสื้อผ้าเนื้อผ้าแบบไหน หรือมีใครเอาอะไรมาทาผิวให้เด็กหรือเปล่า
- ดูลักษณะและตำแหน่งของผื่น: ผื่นแพ้สัมผัสจะมีขอบเขตที่ค่อนข้างชัดเจน ตรงไหนโดนสารนั้นผื่นก็จะขึ้นตรงนั้น เช่น เป็นรูปขอบกางเกง หรือเป็นรอยแดงตามรูปมือที่อุ้ม
- แยกออกจากโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis): โรคนี้มักจะเป็นเรื้อรัง มีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว และมักขึ้นตามข้อพับ แขน ขา หรือแก้ม ต่างจากผื่นแพ้สัมผัสที่จะเห่อขึ้นมาเป็นช่วงๆ ตามการได้รับสิ่งกระตุ้น
- แยกออกจากโรคเกลื้อนน้ำนมหรือกลาก: ซึ่งจะมีลักษณะขุยหรือวงที่แตกต่างกันออกไป
เมื่อไหร่ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจ?
ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่สงสัยแล้ว อาการของลูกยังไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน หรือผื่นเริ่มลุกลามเป็นวงกว้าง มีน้ำเหลืองเยิ้ม ลูกร้องกวนเพราะคันมากจนนอนไม่หลับ หรือมีไข้ร่วมด้วย แบบนี้ไม่ควรปล่อยไว้ครับ ควรพามาพบแพทย์เพื่อทำการการวินิจฉัยแยกโรคผื่นแพ้สัมผัสให้ชัดเจน เพราะบางทีอาจต้องใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์อ่อนๆ ในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อควบคุมการอักเสบ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
วิธีดูแลผิวลูกรักเมื่อเป็นผื่นแพ้สัมผัส
สิ่งสำคัญที่สุดหลังจากที่เรารู้แล้วว่าลูกแพ้อะไร คือการหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นอย่างเด็ดขาดครับ นอกจากนี้การทาครีมบำรุงผิว (Moisturizer) ที่ปราศจากน้ำหอมและสารกันเสีย เพื่อช่วยซ่อมแซมเกราะ การวินิจฉัยแยกโรคผื่นแพ้สัมผัสในเด็กเล็กอาจจะดูยากและต้องอาศัยความละเอียดอ่อน แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่คอยสังเกตความผิดปกติและพามาพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ ผิวของลูกน้อยก็จะกลับมาเนียนนุ่มและมีสุขภาพดีได้อย่างรวดเร็วครับ