ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมแค่เจาะเลือดอย่างเดียว ถึงยังบอกไม่ได้ทันทีว่าเป็นโรคอะไร?

หลายครั้งที่คนไข้เดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยอาการไข้ ปวดหัว หรืออ่อนเพลีย แล้วถามหมอด้วยความกังวลใจว่า อยากขอเจาะเลือดตรวจให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่ากำลังป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่ หมอเข้าใจความรู้สึกนี้ดี ความไม่รู้นำมาซึ่งความกังวลเสมอ แต่ในทางแพทย์จริง การวินิจฉัยโรคไม่ได้จบลงแค่การดูผลเลือดเพียงอย่างเดียว

กระบวนการที่หมอใช้เรียกว่า เกณฑ์การวินิจฉัยโรคและการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ หมอต้องนำข้อมูลประวัติอาการ การตรวจร่างกาย ผลการตรวจเลือด ผลสแกน และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการมาประกอบเข้าด้วยกัน หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป อาจทำให้การวินิจฉัยคลาดเคลื่อนได้ เช่น คนไข้สองคนมีไข้สูงเท่ากัน คนหนึ่งอาจเป็นไข้เลือดออก อีกคนอาจเป็นไข้หมากรุม หรือติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ การใช้เกณฑ์การวินิจฉัยที่แม่นยำจึงเป็นหัวใจสำคัญในการเลือกวิธีรักษาที่ถูกต้อง

เกณฑ์การวินิจฉัยโรคคืออะไร และหมอใช้อะไรบ้างในการประเมิน?

เกณฑ์การวินิจฉัยโรค (Diagnostic Criteria) คือข้อกำหนดมาตรฐานที่ทางการแพทย์ทั่วโลกยอมรับ เพื่อใช้ยืนยันว่าคนไข้กำลังเป็นโรคนั้นจริงหรือไม่ โดยทั่วไปหมอจะแบ่งเกณฑ์การประเมินออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้

  • อาการและการแสดงทางคลินิก (Clinical Symptoms & Signs): สิ่งที่คนไข้รู้สึก เช่น ปวดท้อง เจ็บคอ ไข้สูง ร่วมกับสิ่งที่หมอตรวจพบ เช่น คอแดง ตับโต หรือฟังเสียงปอดแล้วมีเสียงผิดปกติ
  • ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Findings): การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจเสมหะ หรือการตรวจทางจุลชีววิทยาเพื่อยืนยันการมีอยู่ของเชื้อโรค
  • การตรวจพิเศษอื่นๆ (Imaging & Diagnostic Tests): เช่น การเอ็กซเรย์ปอด การอัลตราซาวด์ หรือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

วิธีตรวจหาเชื้อในห้องปฏิบัติการ ที่หมอมักใช้บ่อยๆ

เมื่อหมอสงสัยว่ามีการติดเชื้อ การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการจะช่วยระบุตัวการที่ทำให้เกิดโรคได้อย่างชัดเจน โดยเทคโนโลยีในปัจจุบันแบ่งการตรวจหาเชื้อออกเป็นหลายวิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและความเร่งด่วนในการรักษา

การตรวจหาตัวเชื้อโดยตรง: ตั้งแต่การเพาะเชื้อ ไปจนถึงการตรวจ DNA (PCR)

วิธีนี้เป็นการค้นหาองค์ประกอบของตัวเชื้อโรคโดยตรง ซึ่งมีความแม่นยำสูงมาก

  • การย้อมสีและเพาะเชื้อ (Culture & Gram Stain): หมอจะนำสิ่งส่งตรวจ เช่น เลือด เสมหะ หรือหนอง ไปส่องกล้องดูรูปทรงของเชื้อ และนำไปเลี้ยงในจานเพาะเชื้อ วิธีนี้ใช้เวลาประมาณ 2-5 วัน ข้อดีคือสามารถนำเชื้อมาทดสอบต่อได้ว่าแพ้ยาหรือดื้อยาชนิดไหน
  • การตรวจหาพันธุกรรมของเชื้อ (PCR / Molecular Test): เป็นเทคโนโลยีที่เพิ่มจำนวน DNA หรือ RNA ของเชื้อโรค ทำให้ตรวจพบเชื้อได้แม้นิยมมีปริมาณน้อยมาก ผลตรวจมีความแม่นยำสูงและรู้ผลไวภายในไม่กี่ชั่วโมง เช่น การตรวจ COVID-19 หรือการตรวจไข้หวัดใหญ่
  • การตรวจหาแอนติเจน (Antigen Test): การตรวจหาโปรตีนส่วนประกอบของเชื้อโรค มักทำในรูปแบบ Rapid Test รู้ผลรวดเร็วใน 15-30 นาที เหมาะกับการคัดกรองเบื้องต้น

การตรวจตอบสนองของภูมิคุ้มกัน: เช็กดูว่าร่างกายกำลังสู้อยู่หรือไม่

บางครั้งการหาตัวเชื้อโดยตรงทำได้ยาก หมอจึงใช้วิธีตรวจหาแอนติบอดี (Antibody / Serology) ซึ่งเป็นสารภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นมาตอบสนองต่อเชื้อโรคนั้นๆ

  • IgM: หากตรวจพบ หมายความว่าร่างกายเพิ่งได้รับเชื้อมาไม่นาน หรือกำลังมีอาการติดเชื้อระยะเฉียบพลัน
  • IgG: หากตรวจพบ หมายความว่าเคยติดเชื้อมาแล้วในอดีต มีภูมิคุ้มกันแล้ว หรือเป็นระยะท้ายของการติดเชื้อ

ตรวจเร็วไปอาจหาไม่เจอ: รู้จักช่วงเวลาในการตรวจหาเชื้อ

สิ่งที่คนไข้หลายคนอาจยังไม่รู้คือ การตรวจหาเชื้อทุกประเภทมีเรื่องของ ระยะฟักตัว (Incubation Period) และ ช่วงเวลาที่ตรวจไม่พบเชื้อ (Window Period) หากมาตรวจเร็วเกินไปหลังสัมผัสเชื้อ ปริมาณเชื้อหรือระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายอาจยังต่ำเกินกว่าที่เครื่องมือห้องปฏิบัติการจะตรวจจับได้ ทำให้เกิดผลลบปลอม (False Negative) ได้

ดังนั้น หากหมอประเมินแล้วว่าเพิ่งเสี่ยงมาเพียง 1-2 วัน หมออาจจะยังไม่ส่งตรวจทันที แต่จะนัดติดตามอาการ หรือนัดมาตรวจซ้ำในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องที่สุด

การเตรียมตัวก่อนตรวจแล็บ เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำที่สุด

เพื่อให้การวินิจฉัยโรคและการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับความเป็นจริง การเตรียมตัวของคนไข้มีส่วนสำคัญอย่างมาก ดังนี้

  • แจ้งประวัติการใช้ยาปฏิชีวนะ: หากกำลังทานยาฆ่าเชื้อหรือยาต้านไวรัสอยู่ ต้องแจ้งหมอทันที เพราะยาอาจไปกดเชื้อทำให้เพาะเชื้อไม่ขึ้น
  • งดน้ำและอาหารตามแพทย์สั่ง: การตรวจเลือดบางประเภท เช่น ระดับน้ำตาลหรือไขมัน จำเป็นต้องงดอาหารอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมง
  • เก็บสิ่งส่งตรวจอย่างถูกวิธี: หากต้องเก็บปัสสาวะ ควรเก็บปัสสาวะช่วงกลาง (Mid-stream urine) หรือหากต้องเก็บเสมหะ ควรเป็นเสมหะลึกๆ จากไอ ไม่ใช่น้ำลาย

การอ่านผลตรวจร่วมกับหมอ: สิ่งที่ควรทำเมื่อรับผลแล็บ

การเห็นตัวเลขหรือตัวอักษรในใบผลตรวจแล็บ อาจทำให้หลายคนรู้สึกกังวล โดยเฉพาะคำว่า Positive หรือ Negative สิ่งสำคัญคืออย่าเพิ่งตระหนกและนำผลไปค้นหาข้อมูลเองจนเกิดความเครียด เพราะคำว่า Positive บางกรณีอาจหมายถึงมีภูมิคุ้มกันแล้ว ไม่ได้แปลว่ากำลังป่วยเสมอไป

หมอแนะนำให้เข้ารับการฟังผลและรับฟังการแปลผลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอ เพราะหมอจะนำผลแล็บนั้นมาประมวลผลร่วมกับอาการจริงของคุณ เพื่อวางแผนการรักษาที่ปลอดภัยและตรงจุดที่สุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down