ช่วงเวลาที่ได้ยินเสียงลูกน้อยร้องกระจองอแงครั้งแรกในห้องคลอด ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจและโล่งใจที่สุดสำหรับคนเป็นพ่อแม่ แต่ในบางครั้ง ทารกตัวน้อยอาจส่งสัญญาณผิดปกติออกมาทางจังหวะการหายใจ เช่น หายใจหอบเร็ว หน้าอกบุ๋มลึก หรือมีเสียงครางเบาๆ ทุกครั้งที่หายใจออก สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณเตือนของ กลุ่มอาการหายใจลำบากในทารกแรกเกิด (Neonatal Respiratory Distress Syndrome หรือ RDS) ซึ่งเป็นภาวะระบบทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยและต้องการการดูแลจากทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด
เมื่อเสียงหายใจแรกของลูกไม่ราบรื่น ทำความรู้จักกลุ่มอาการหายใจลำบากในทารกแรกเกิด
โดยปกติแล้ว เมื่อทารกคลอดออกมาและเริ่มหายใจเอาอากาศเข้าไป ปอดจะต้องขยายตัวเพื่อรับออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือด แต่สำหรับทารกที่มีภาวะนี้ ปอดยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ทำให้เนื้อปอดไม่สามารถขยายตัวได้อย่างเต็มที่ ทารกจึงต้องออกแรงหายใจมากกว่าปกติหลายเท่าเพื่อดึงอากาศเข้าไป จนร่างกายเกิดความเหนื่อยล้าและขาดออกซิเจนตามมา
ทำไมเจ้าตัวเล็กถึงหายใจติดขัด? เจาะลึกสาเหตุและกลไกในปอดน้อยๆ
สาเหตุหลักของกลุ่มอาการหายใจลำบากในทารกแรกเกิดมักเกี่ยวข้องกับความพร้อมของอวัยวะภายใน โดยสามารถแบ่งกลไกสำคัญได้ดังนี้
สารลดแรงตึงผิวไม่พอ ปัญหายอดฮิตของทารกคลอดก่อนกำหนด
ภายในถุงลมปอดของมนุษย์จะมีสารเคมีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า สารลดแรงตึงผิว (Surfactant) ทำหน้าที่เคลือบถุงลมไว้ไม่ให้แฟบติดกันเวลาหายใจออก ในทารกที่คลอดก่อนกำหนด ร่างกายยังสร้างสารนี้ได้ไม่เพียงพอ ทำให้ถุงลมแฟบตัวทุกครั้งที่หายใจออก ลูกจึงต้องใช้แรงมหาศาลในการสูดลมหายใจรอบใหม่ นำไปสู่อาการหายใจเหนื่อยหอบ
ภาวะน้ำคร่ำคั่งในปอดชั่วคราว และการสูดสำลักขี้เทา
นอกจากเรื่องสารลดแรงตึงผิวแล้ว ยังมีภาวะอื่นที่ทำให้ทารกแรกเกิดหายใจลำบากได้ เช่น ภาวะน้ำคร่ำคั่งในปอดชั่วคราว (Transient Tachypnea of the Newborn หรือ TTN) ซึ่งมักพบในทารกที่ผ่าตัดคลอดโดยไม่ได้ผ่านการเจ็บครรภ์ ทำให้ปอดขับน้ำคร่ำออกมาไม่ทัน หรือภาวะสูดสำลักขี้เทา (Meconium Aspiration Syndrome) ที่เกิดจากทารกถ่ายขี้เทาออกมาในน้ำคร่ำแล้วสูดสำลักเข้าไปอุดกั้นหลอดลมก่อนคลอด
สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ต้องสังเกต: หายใจแบบไหนที่เรียกว่าผิดปกติ?
อาการมักแสดงออกมาทันทีหลังคลอด หรือค่อยๆ ชัดเจนขึ้นภายใน 4-6 ชั่วโมงแรกหลังคลอด สัญญาณสำคัญที่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า มีดังนี้
หายใจเร็ว รัว และหน้าอกบุ๋มลึก
ทารกแรกเกิดปกติจะหายใจประมาณ 40-60 ครั้งต่อนาที หากพบว่าลูกหายใจเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาทีอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับมีรอยบุ๋มลึกบริเวณใต้ชายโครง ระหว่างซี่โครง หรือช่วงเหนือกระดูกอก แสดงว่าลูกกำลังใช้กล้ามเนื้อเสริมในการช่วยหายใจอย่างหนัก
เสียงครางอึดอัดเวลาหายใจออก และปีกจมูกบาน
เมื่อทารกพยายามกักลมหายใจไว้ในปอดเพื่อไม่ให้ถุงลมแฟบ จะเกิดเสียงครางคล้ายเสียงฮึดหรือเสียงครางเบาๆ ในลำคอทุกครั้งที่หายใจออก ร่วมกับอาการปีกจมูกบานขยายกว้างตามจังหวะการสูดลมหายใจ
ริมฝีปากคล้ำ ปลายมือปลายเท้าเขียว
หากระดับออกซิเจนในเลือดเริ่มลดต่ำลง จะสังเกตเห็นผิวหนังรอบริมฝีปาก ลิ้น หรือปลายมือปลายเท้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำหรือเขียว ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังขาดออกซิเจนขั้นรุนแรง
ทารกกลุ่มไหนบ้างที่เสี่ยงต่อภาวะนี้เป็นพิเศษ?
แม้ว่าทารกครบกำหนดบางรายอาจพบปัญหานี้ได้ แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเด็กทั่วไป ได้แก่
- ทารกคลอดก่อนกำหนด โดยเฉพาะทารกที่เกิดก่อนอายุครรภ์ 34 สัปดาห์
- ทารกที่เกิดจากคุณแม่ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากระดับอินซูลินที่สูงในร่างกายทารกอาจไปชะลอการสร้างสารลดแรงตึงผิวในปอด
- ทารกที่คลอดโดยการผ่าตัดคลอด โดยเฉพาะกรณีที่ผ่าคลอดก่อนกำหนดโดยยังไม่มีอาการเจ็บครรภ์เตือน
- การตั้งครรภ์แฝด ซึ่งมักมีความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดสูงกว่าครรภ์เดี่ยว
- ทารกที่มีภาวะขาดออกซิเจนระหว่างคลอด หรือมีประวัติคลอดติดขัดเป็นเวลานาน
เมื่อลูกมีอาการ ทีมแพทย์ดูแลรักษาอย่างไรในหอผู้ป่วยวิกฤต (NICU)?
การรักษากลุ่มอาการหายใจลำบากในทารกแรกเกิดต้องอาศัยการดูแลอย่างใกล้ชิดในหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด (NICU) โดยแนวทางการรักษาหลักประกอบด้วย
การช่วยพยุงการหายใจด้วยออกซิเจนและเครื่องช่วยหายใจ
แพทย์จะพิจารณาให้การช่วยเหลือตามระดับความรุนแรง ตั้งแต่การให้ออกซิเจนผ่านสายทางจมูก การใช้เครื่องอัดแรงดันบวกเพื่อช่วยเปิดถุงลมปอด (CPAP) ไปจนถึงการใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจในกรณีที่มีอาการเหนื่อยมาก
การให้สารลดแรงตึงผิวสังเคราะห์เข้าสู่ปอด
สำหรับทารกที่ขาดสารลดแรงตึงผิวอย่างรุนแรง แพทย์จะให้สารลดแรงตึงผิวชนิดสังเคราะห์หรือสกัดจากธรรมชาติผ่านทางท่อช่วยหายใจเข้าไปที่ปอดโดยตรง เพื่อช่วยให้ถุงลมเปิดขยายตัวได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ลดภาระการทำงานของปอด และป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาว
การป้องกันตั้งแต่อยู่ในครรภ์: ลดความเสี่ยงได้อย่างไรบ้าง?
การป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ การไปฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอตามนัดหมายจะช่วยให้สูติแพทย์ประเมินความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดได้ล่วงหน้า หากพบว่ามีสัญญาณของการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาสเตียรอยด์ให้คุณแม่เพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตและการสร้างสารลดแรงตึงผิวในปอดของทารก ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของกลุ่มอาการหายใจลำบากในทารกแรกเกิดได้อย่างมีนัยสำคัญ
แม้ว่าการเห็นลูกน้อยต้องอยู่ในตู้อบหรือมีสายระโยงระยางจะเป็นภาพที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลใจอย่างมาก แต่ด้วยวิทยาการทางการแพทย์และระบบการดูแลทารกแรกเกิดในปัจจุบัน ทารกส่วนใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีสามารถฟื้นตัวและเติบโตเป็นเด็กที่มีสุขภาพปอดแข็งแรงสมบูรณ์ได้ตามปกติ