เวลาที่เราไม่สบายแล้วตัวร้อนรุมๆ หลายคนมักคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของร่างกายที่กำลังสู้กับเชื้อโรค แต่ถ้าปล่อยให้อุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงปรี๊ดติดต่อกันนานเกินไป โดยเฉพาะถ้าเลยจุดที่ร่างกายจะรับไหว ไข้ไม่ได้เป็นแค่อาการแสดงอีกต่อไปแล้วครับ แต่มันอาจกลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากไข้สูงเกินไปตามมา ซึ่งเป็นเรื่องที่หมออยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจกันให้ถ่องแท้ เพื่อจะได้ระวังตัวและรับมือได้อย่างถูกต้องก่อนจะสายเกินแก้
ไข้สูงแค่ไหนถึงเรียกว่าอันตรายจนน่าห่วง?
ในทางการแพทย์ อุณหภูมิร่างกายปกติจะอยู่ราวๆ 36.5 ถึง 37.5 องศาเซลเซียส เมื่อไหร่ก็ตามที่ปรอทวัดไข้ขยับขึ้นไปแตะ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป เราถึงจะเรียกว่ามีไข้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ความร้อนพุ่งทะยานไปถึง 39 หรือ 40 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่านั้น นี่คือสัญญาณเตือนภัยสีแดงแล้วครับ เพราะอุณหภูมิที่สูงระดับนี้จะเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของอวัยวะภายใน โดยเฉพาะสมองและระบบประสาท ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมหลักของร่างกาย
เมื่อความร้อนทำลายสมอง: รู้จักกับภาวะชักจากไข้สูง
หนึ่งในภาพจำที่หมอพบเจออยู่บ่อยครั้งและสร้างความตกใจให้คนในครอบครัวเป็นอย่างมาก คืออาการชักเกร็งที่เกิดขึ้นในเด็กเล็กที่มีไข้สูงอย่างรวดเร็ว สาเหตุเป็นเพราะสมองของเด็กยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เมื่ออุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เซลล์สมองจึงเกิดการทำงานรวนจนทำให้เกิดอาการชักกระตุก ตาค้าง หรือหมดสติไปชั่วขณะ แม้ส่วนใหญ่จะหยุดได้เองและไม่ทิ้งความเสียหายถาวร แต่ถ้าปล่อยให้ชักนานเกินไปก็อันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน
ภัยเงียบเมื่อร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ขั้นรุนแรง
เวลาที่เราตัวร้อน เหงื่อจะออกมากเพื่อระบายความร้อน ยิ่งไข้สูงมากเท่าไหร่ ร่างกายก็ยิ่งสูญเสียน้ำออกไปมากเท่านั้น ประกอบกับเวลาไม่สบายเรามักจะกินอาหารและดื่มน้ำได้น้อยลง ส่งผลให้เกิดภาวะขาดน้ำอย่างรวดเร็ว ภาวะแทรกซ้อนจากไข้สูงเกินไปในจุดนี้จะทำให้ความดันโลหิตตก เลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญไม่พอ ไตเริ่มทำงานหนักจนอาจเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันตามมาได้ สังเกตง่ายๆ คือปัสสาวะจะมีสีเข้มจัด หรือแทบไม่มีปัสสาวะเลย
ช็อกจากการติดเชื้อและการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว
ในกรณีที่ไข้สูงเกิดจากการติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด ร่างกายอาจตอบสนองต่อเชื้อโรคด้วยการปล่อยสารเคมีออกมาจำนวนมาก ซึ่งสารเหล่านี้จะไปขยายหลอดเลือดทั่วร่างกาย ทำให้ความดันโลหิตดิ่งลงอย่างรวดเร็ว เลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจไม่พอ จนเกิดภาวะช็อกที่เรียกว่า Septic Shock ผู้ป่วยจะมีอาการซึมลง หายใจหอบเร็ว ชีพจรเบาและเร็ว ซึ่งต้องอาศัยการดูแลรักษาจากแพทย์ในห้องไอซียูอย่างเร่งด่วน
อวัยวะภายในพังเป็นโดมิโนจากความร้อนสะสม
ถ้าอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายสูงเกินขีดจำกัดจริงๆ จนกลายเป็นภาวะ Heatstroke หรือโรคลมแดดร่วมด้วย โปรตีนในเซลล์ต่างๆ ของร่างกายจะเริ่มเสื่อมสภาพและถูกทำลาย ตับเริ่มวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ และระบบการแข็งตัวของเลือดทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดเลือดออก ภาวะแทรกซ้อนจากไข้สูงเกินไปในกลุ่มนี้มีความรุนแรงสูงมากและมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง หากไม่ได้รับการลดอุณหภูมิร่างกายลงอย่างทันท่วงที
อาการแบบไหนที่แปลว่าต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที?
การเช็ดตัวลดไข้และการกินยาลดไข้เป็นวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ดี แต่ถ้าทำแล้วไข้ยังไม่ยอมลง หรือมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วนครับ
- มีอาการชักเกร็ง ตาค้าง หรือซึมมากปลุกไม่ค่อยตื่น
- หายใจหอบเหนื่อย ปวดแน่นหน้าอก หรือริมฝีปากเริ่มเขียวคล้ำ
- อาเจียน 11 ท้องเสียรุนแรงจนกินอะไรไม่ได้เลย หรือไม่ปัสสาวะนานหลายชั่วโมง
- มีผื่นจ้ำเลือดขึ้นตามผิวหนัง หรือคอแข็งก้มคอไม่ได้
ท้ายที่สุดนี้ หมออยากฝากไว้ว่าไข้สูงเป็นเพียงอาการแสดงว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกาย อย่ามองข้ามหรือปล่อยทิ้งไว้จนสายเกินแก้ การหมั่นสังเกตอาการ คอยเช็ดตัวลดไข้ ดื่มน้ำเกลือแร่ให้เพียงพอ และไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้เราปลอดภัยจากอันตรายรอบตัวครับ