ปัสสาวะเปลี่ยนสีไปจากเดิม หรือมีอาการบวมตามตัว อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจ
เวลาที่คนไข้เดินเข้ามาปรึกษาที่ห้องตรวจแล้วบอกว่า อยู่ดีๆ ปัสสาวะก็มีสีเข้มเหมือนน้ำปลาหรือสีน้ำโค้กแถมยังมีอาการหน้าบวม ตาบวม ขาบวม ตื่นมาแล้วรู้สึกว่าหนังตาตุ่ยๆ สัญญาณเหล่านี้มักไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้วครับ ในมุมมองของแพทย์ นี่คือภาพสะท้อนคลาสสิกที่ทำให้เราต้องนึกถึง ภาวะไตอักเสบโกลเมอรูลัส ซึ่งเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับหน่วยกรองตัวจิ๋วข้างในไตของเรา
โกลเมอรูลัส หน่วยกรองจิ๋วในไตทำงานอย่างไรและเกิดอะไรขึ้นเวลาอักเสบ
เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด ลองจินตนาการว่าไตของเรามีโรงงานกรองน้ำขนาดจิ๋วหลายล้านแห่ง โรงงานแต่ละแห่งจะมีตะแกรงกรองความละเอียดสูงที่เรียกว่า โกลเมอรูลัส หน้าที่หลักคือการคัดกรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือด เพื่อขับออกเป็นปัสสาวะ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเก็บสารอาหารสำคัญและเม็ดเลือดเอาไว้ในร่างกาย
ทีนี้พอเกิด ภาวะไตอักเสบโกลเมอรูลัส ขึ้น ตะแกรงกรองพวกนี้จะเกิดการอักเสบ บวม และเสียหาย ทำให้ช่องว่างของตะแกรงกว้างขึ้นจนเผลอปล่อยให้เม็ดเลือดแดงและโปรตีนรั่วหลุดลอดออกมากับปัสสาวะ กลายเป็นที่มาของอาการปัสสาวะเป็นเลือดและภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะนั่นเองครับ
สาเหตุที่ทำให้ไตส่วนนี้เกิดอักเสบมาจากไหนได้บ้าง
ความน่าสนใจของโรคนี้คือ มันไม่ได้เกิดจากการดื่มน้ำน้อยหรือกลั้นปัสสาวะเหมือนโรคทางเดินปัสสาวะทั่วไป แต่ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราเอง โดยแบ่งออกเป็นสองแบบหลักๆ คือ
- แบบเฉียบพลัน: มักเกิดตามหลังการติดเชื้อบางชนิด เช่น เคยเป็นคออักเสบจากแบคทีเรียหรือผิวหนังติดเชื้อ แล้วภูมิคุ้มกันของร่างกายดันทำงานตอบสนองมากเกินไป จนเลยเถิดไปทำลายเนื้อเยื่อไตของตัวเอง
- แบบเรื้อรัง: มักเกิดจากโรคภูมิคุ้มกัน โรคไตอักเสบ ชนิดอื่นๆ หรือโรคเรื้อรังบางโรคที่ค่อยๆ สร้างความเสียหายสะสมให้กับหน่วยกรองไตทีละน้อยโดยที่คนไข้ไม่รู้ตัว
สังเกตอาการเตือนภัย แบบไหนที่บ่งบอกว่าไตกำลังมีปัญหา
อาการของ ภาวะไตอักเสบโกลเมอรูลัส มีความหลากหลายมาก บางคนเป็นน้อยจนแทบไม่รู้ตัว แต่บางคนมาด้วยอาการหนักอย่างรวดเร็ว อาการเด่นๆ ที่หมอมักเจอมีดังนี้ครับ
- ปัสสาวะผิดปกติ: อาจเห็นเป็นสีแดง สีน้ำล้างเนื้อ หรือสีโค้กจากเม็ดเลือดแดงที่รั่วออกมา หรือสังเกตว่าปัสสาวะมีฟองหนาแน่นผิดปกติเพราะโปรตีนรั่ว
- อาการบวม: เริ่มจากบวมบริเวณใบหน้า หนังตา และรอบดวงตาตอนตื่นนอนใหม่ๆ พอนานวันเข้าอาจลามไปที่มือ เท้า และข้อเท้า
- ความดันโลหิตสูง: เนื่องจากไตทำหน้าที่ควบคุมสมดุลเกลือแร่และน้ำในร่างกายไม่ได้ ความดันโลหิตจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน
- อ่อนเพลียเรื้อรัง: รู้สึกเหนื่อยง่าย แรงตก เพราะของเสียเริ่มคั่งในร่างกาย
วิธีวินิจฉัยโรคของแพทย์เมื่อสงสัยว่ามีความผิดปกติ
เวลาคนไข้มีอาการเข้าข่าย หมอไม่ได้แค่อาศัยการตรวจร่างกายอย่างเดียว แต่จะต้องส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อให้ได้คำตอบที่แม่นยำที่สุด เริ่มตั้งแต่การตรวจปัสสาวะเพื่อหาเม็ดเลือดแดงและโปรตีน การตรวจเลือดดูการทำงานของไต (ค่า BUN และ Creatinine) รวมถึงการตรวจหาภูมิคุ้มกันต่างๆ และในบางเคสที่ยังหาสาเหตุไม่ชัดเจน หรือต้องการรู้ความรุนแรงเพื่อวางแผนการรักษาที่จำเพาะเจาะจง แพทย์อาจพิจารณาทำ การเจาะชิ้นเนื้อไต ไปตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งถือเป็นมาตรฐานทองคำในการวินิจฉัยโรคกลุ่มนี้เลยครับ
วิธีดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวเมื่อเผชิญกับโรคนี้
การรักษา ภาวะไตอักเสบโกลเมอรูลัส จะขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงเป็นหลักครับ เป้าหมายสำคัญคือการลดการอักเสบ ควบคุมความดันโลหิต และปกป้องเนื้อไตที่เหลืออยู่ไม่ให้เสื่อมเร็วเกินไป
- การใช้ยา: หากเป็นการอักเสบจากระบบภูมิคุ้มกัน แพทย์อาจต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือยาลดการอักเสบ รวมถึงยาขับปัสสาวะเพื่อลดอาการบวม และยาลดความดันโลหิตกลุ่มที่ช่วยลดแรงดันในหน่วยกรองไตโดยตรง
- การปรับเรื่องอาหาร: สิ่งที่หมอย้ำเสมอก็คือการจำกัดปริมาณโซเดียมหรือเกลือ เพื่อช่วยลดอาการบวมและควบคุมความดัน และในบางรายอาจต้องจำกัดโปรตีนหรือโพแทสเซียมตามคำแนะนำของแพทย์และนักกำหนดอาหาร
- การติดตามอาการอย่างใกล้ชิด: โรคนี้ต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการมาพบแพทย์ตามนัด เจาะเลือดและตรวจปัสสาวะติดตามผลเป็นระยะ เพื่อปรับยาให้เข้ากับสถานการณ์จริงของร่างกาย
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด
หากคุณหรือคนใกล้ตัวได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้อยู่แล้ว หรือมีอาการผิดปกติที่ชวนสงสัยเรื่องโรคไต ควรรีบมาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตทันที หากพบอาการเหล่านี้
- มีอาการบวมลามไปทั่วตัวอย่างรวดเร็ว หายใจลำบาก หรือนอนราบไม่ได้ ซึ่งอาจเกิดจากมีน้ำเกินในปอด
- ปัสสาวะไม่ออก หรือปริมาณปัสสาวะลดลงอย่างเห็นได้ชัด
- ปวดศีรษะรุนแรงร่วมกับความดันโลหิตสูงปรี๊ด
- รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน ซึมลง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าของเสียในเลือดค่อนข้างสูงแล้ว
สุดท้ายนี้ โรคทางไตหลายชนิดมักมาแบบเงียบๆ การหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายตัวเอง เช่น สีปัสสาวะ อาการบวมตามตัว และการตรวจสุขภาพประจำปี จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้เราเจอโรคตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาให้หายขาดหรือควบคุมให้อยู่หมัดได้ก่อนที่ไตจะเสียหายรุนแรงครับ