หลายคนที่กำลังลุ้นว่าตัวเองตั้งครรภ์หรือยัง แล้วลองใช้แผ่นตรวจปัสสาวะที่บ้านแล้วขึ้นสองขีดจางๆ อาจเกิดความกังวลใจว่า ตัวเลขการตั้งครรภ์นี้ชัวร์แค่ไหน หรือทารกในท้องเติบโตตามปกติหรือเปล่า โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติแท้งบุตรมาก่อน ผู้ที่ทำกิฟต์หรือทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/IUI) รวมถึงผู้ที่มีอาการปวดท้องน้อยหรือมีเลือดออกกระปริบกระปรอยในช่วงแรก การตรวจปัสสาวะธรรมดาอาจไม่เพียงพอที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ครบถ้วน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หมอมักแนะนำให้ทำ การตรวจการตั้งครรภ์แบบเชิงปริมาณ ผ่านการเจาะเลือดเพื่อความแม่นยำขั้นสูงสุด
ตรวจครรภ์แบบเชิงปริมาณ ต่างจากการตรวจปัสสาวะทั่วไปอย่างไร?
เวลาที่เราทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยแผ่นตรวจปัสสาวะ นั่นคือ การตรวจแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative Test) ซึ่งทำหน้าที่ตอบคำถามง่ายๆ เพียงแค่ว่า "มีหรือไม่มี" ฮอร์โมนการตั้งครรภ์ที่ชื่อว่า beta-hCG (Human Chorionic Gonadotropin) ในร่างกาย โดยจะขึ้นเป็น 1 ขีด หรือ 2 ขีดเท่านั้น แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าฮอร์โมนนั้นมีปริมาณมากน้อยเพียงใด
ในทางกลับกัน การตรวจการตั้งครรภ์แบบเชิงปริมาณ (Quantitative hCG Test) คือการเจาะเลือดเพื่อวัดระดับฮอร์โมน beta-hCG ออกมาเป็นตัวเลขที่ชัดเจน มีหน่วยเป็น mIU/mL การตรวจวิธีนี้มีความไวสูงมาก สามารถตรวจพบฮอร์โมนได้แม้จะเพิ่งเริ่มตั้งครรภ์ได้เพียง 7-10 วันหลังการปฏิสัจฉิ ซึ่งเป็นช่วงที่แผ่นตรวจปัสสาวะยังอาจจะยังตรวจไม่พบด้วยซ้ำ
หมอมักแนะนำให้เจาะเลือดตรวจค่า hCG ในกรณีไหนบ้าง?
การเจาะเลือดวัดระดับฮอร์โมนเชิงปริมาณไม่ได้ทำแค่เพื่อยืนยันว่าท้องหรือไม่เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่หมอใช้ประเมินสุขภาพการตั้งครรภ์ในระยะเริ่มต้น โดยมีข้อบ่งชี้สำคัญดังนี้
- ติดตามผลการรักษาผู้มีบุตรยาก: สำหรับผู้ที่ทำ IVF, ICSI หรือ IUI หมอจะนัดมาเจาะเลือดเพื่อดูว่าตัวอ่อนฝังตัวสำเร็จหรือไม่ในวันที่กำหนด
- ประเมินความเสี่ยงการแท้งคุกคาม: หากมีอาการเลือดออกช่องคลอดในไตรมาสแรก การดูระดับฮอร์โมนจะช่วยบอกได้ว่าครรภ์ยังคงดำเนินต่อไปได้ดีหรือไม่
- สงสัยภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูก: หากตรวจเจาะเลือดแล้วพบค่าฮอร์โมนขึ้น แต่ซาวด์ไม่พบถุงตั้งครรภ์ในมดลูก หมอจะใช้ค่านี้ร่วมกับการติดตามอาการเพื่อวินิจฉัยภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ทันท่วงที
- สงสัยภาวะครรภ์ไข่ปลาอุก (Molar Pregnancy): เป็นภาวะที่รกเจริญเติบโตผิดปกติ ซึ่งมักทำให้ระดับฮอร์โมน hCG พุ่งสูงกว่าการตั้งครรภ์ปกติหลายเท่าตัว
วิธีอ่านตัวเลขค่าฮอร์โมน hCG บอกอายุครรภ์และความสมบูรณ์ของทารก
ค่าฮอร์โมน beta-hCG ในเลือดจะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุครรภ์อย่างมีรูปแบบ โดยปกติแล้ว ในหญิงที่ไม่ตั้งครรภ์ ค่า hCG จะน้อยกว่า 5 mIU/mL แต่เมื่อเกิดการปฏิสนธิและตัวอ่อนเริ่มฝังตัว ระดับฮอร์โมนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทำไมต้องเจาะเลือดซ้ำทุก 48 ชั่วโมง?
การเจาะเลือดแค่ครั้งเดียว อาจบอกได้เพียงว่ากำลังตั้งครรภ์และประเมินอายุครรภ์ได้คร่าวๆ แต่สิ่งที่หมอให้ความสำคัญมากกว่าตัวเลขเดี่ยวๆ คือ "อัตราการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมน"
ในการตั้งครรภ์ที่ปกติและสมบูรณ์ ช่วง 8 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมน hCG ในเลือดจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว (Doubling time) ในทุกๆ 48 ถึง 72 ชั่วโมง ดังนั้น หากหมอสงสัยความผิดปกติ หมอมักจะนัดเจาะเลือดครั้งที่สองในอีก 48 ชั่วโมงถัดมา เพื่อนำค่าทั้งสองมาเปรียบเทียบกัน
ค่าฮอร์โมน hCG สูงหรือต่ำเกินไป สัญญาณเตือนเรื่องอะไรบ้าง?
เมื่อได้ผลการตรวจการตั้งครรภ์แบบเชิงปริมาณออกมาแล้ว หากตัวเลขไม่อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยของอายุครรภ์ สามารถสะท้อนความเป็นไปได้หลายประการ
กรณีที่ค่า hCG ต่ำกว่าเกณฑ์ หรือไม่เพิ่มขึ้นเท่าตัวใน 48 ชั่วโมง:
- คำนวณวันตกไข่หรือวันประเพณีผิด ทำให้แท้จริงแล้วอายุครรภ์ยังน้อยกว่าที่คิด
- มีความเสี่ยงที่จะเกิดการแท้งบุตร หรือการตั้งครรภ์หยุดชะงัก (ตัวอ่อนไม่เจริญเติบโต)
- การตั้งครรภ์นอกมดลูก ซึ่งตัวอ่อนไปฝังตัวที่ท่อนำไข่ทำให้การสร้างฮอร์โมนทำได้ไม่เต็มที่
กรณีที่ค่า hCG สูงกว่าเกณฑ์อย่างมาก:
- คำนวณอายุครรภ์ผิด โดยอายุครรภ์จริงอาจมากกว่าที่นับจากประจำเดือนวันสุดท้าย
- การตั้งครรภ์แฝด (แฝดสอง หรือแฝดสาม) เนื่องจากมีรกมากกว่าหนึ่งอันช่วยกันสร้างฮอร์โมน
- ภาวะครรภ์ไข่ปลาอุก ซึ่งต้องได้รับการดูแลรักษาจากสูตินรีแพทย์อย่างใกล้ชิด
การเตรียมตัวก่อนไปเจาะเลือด ต้องงดน้ำงดอาหารไหม?
การเข้ารับการตรวจการตั้งครรภ์แบบเชิงปริมาณผ่านการเจาะเลือดนั้นสะดวกและง่ายมาก ผู้เข้ารับการตรวจไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืองดอาหาร เหมือนการตรวจระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือด สามารถเดินทางมาเจาะเลือดที่โรงพยาบาลหรือคลินิกได้ทันทีตลอดเวลาที่เปิดทำการ
หลังจากเจาะเลือดแล้ว โดยทั่วไปจะทราบผลภายใน 1-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับห้องปฏิบัติการของแต่ละสถานพยาบาล เมื่อได้ผลตัวเลขมาแล้ว หมอแนะนำว่าไม่ควรนำตัวเลขไปเปรียบเทียบกับคนอื่นในอินเทอร์เน็ตจนเกิดความเครียด เนื่องจากช่วงของค่า hCG ในแต่ละสัปดาห์ของการตั้งครรภ์นั้นกว้างมาก การให้สูตินรีแพทย์เป็นผู้อ่านผลร่วมกับประวัติการรักษาและการอัลตราซาวด์ จะให้คำตอบที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด