ช่วงนี้หลายคนเดินเข้ามาบ่นให้ฟังที่คลินิกบ่อยมากว่า ตื่นเช้ามาต้องหยิบกระดาษทิชชูมาสั่งน้ำมูกและจามติดๆ กันหลายครั้ง บางคนคันตา คันคอ จนใช้ชีวิตลำบาก พอกลับถึงบ้าน อาการก็ยิ่งกำเริบขึ้นไปอีก จนอดสงสัยไม่ได้ว่า ทั้งที่เราก็กวาดบ้านถูบ้านอยู่บ่อยๆ ทำไมภูมิแพ้ถึงยังเล่นงานไม่เลิก
ในฐานะหมอที่เจอคนไข้โรคภูมิแพ้อยู่ทุกวัน อยากบอกว่าศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้เราน้ำมูกไหลไม่หยุดนั้น มักจะซ่อนอยู่ตามมุมโปรดในบ้านที่เราคาดไม่ถึงนี่แหละครับ วันนี้เรามาคุยกันสบายๆ ถึงแนวทางการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ในบ้านแบบปฏิบัติได้จริง เพื่อคืนความสุขให้ทางเดินหายใจของเรากันครับ
เจ้าตัวร้ายหน้าตาเป็นอย่างไร และซ่อนอยู่ตรงไหนในบ้านบ้าง?
ก่อนที่เราจะไล่ล่าตัวการ เราต้องรู้จักหน้าค่าตากันก่อน สารก่อภูมิแพ้ในร่มที่พบได้บ่อยที่สุดไม่ได้ไปไหนไกล ตัวหลักเลยคือเจ้าไรฝุ่นตัวจิ๋วที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า รองลงมาคือรังแคและขนของน้องแมวหรือน้องหมา สปอร์ของเชื้อราตามมุมอับชื้น และละอองเกสรดอกไม้ที่ปลิวเข้ามาทางหน้าต่าง
เจ้าพวกนี้ชอบอาศัยอยู่ตามที่นุ่มๆ อุ่นๆ และมีความชื้นสูง เช่น ที่นอน หมอน โซฟาผ้า พรม หรือแม้แต่ผ้าม่าน เมื่อเราสูดดมเข้าไป ร่างกายที่ไวต่อสิ่งเหล่านี้ก็จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ หลั่งสารฮีสตามีนออกมา จนเกิดอาการจาม คัดจมูก และน้ำมูกไหลตามมา
จัดการห้องนอนอย่างไรให้ปลอดสารก่อภูมิแพ้ที่สุด
เนื่องจากเราใช้เวลาประมาณหนึ่งในสามของชีวิตอยู่บนเตียงนอน ห้องนอนจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดที่เราต้องจัดการเป็นอันดับแรก หากเคลียร์โซนนี้ได้ อาการภูมิแพ้จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว
วิธีเลือกผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนให้รังควานใจน้อยลง
ลืมผ้าปูที่นอนเนื้อสัมผัสธรรมดาไปก่อนสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้ หมอแนะนำให้มองหาชุดเครื่องนอนที่ระบุว่าเป็นผ้ากันไรฝุ่นโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีเนื้อผ้าทอแน่นละเอียดมากจนเจ้าไรฝุ่นไม่สามารถมุดทะลุผ่านหรือสะสมอยู่ข้างในได้ และที่สำคัญควรนำผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนไปซักทำความสะอาดด้วยน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียสอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อจัดการเจ้าไรฝุ่นให้ราบคาบ
การลดสิ่งสะสมความชื้นและฝุ่นละอองในห้องนอน
ตุ๊กตาผ้าคือแหล่งกบดานชั้นดีของไรฝุ่น ถ้าเลี่ยงได้ควรเอาออกจากห้องนอนจะดีที่สุดครับ รวมถึงพรมปูพื้นห้องด้วย เปลี่ยนมาเป็นพื้นเรียบที่ทำความสะอาดง่ายจะเวิร์กกว่ามาก และพยายามอย่าเปิดหน้าต่างรับลมในช่วงเช้าตรู่ เพราะเป็นช่วงที่ละอองเกสรพืชกระจายตัวหนาแน่น
ปรับพฤติกรรมทำความสะอาดบ้านแบบเจาะลึก
การปัดกวาดเช็ดถูแบบเดิมๆ ที่เคยทำ อาจเป็นการทำให้ฟุ้งกระจายแล้วเราก็สูดดมเข้าไปเต็มๆ เสียมากกว่า มาเปลี่ยนวิธีทำความสะอาดบ้านให้ถูกต้องและปลอดภัยต่อทางเดินหายใจกันดีกว่าครับ
- เปลี่ยนจากไม้ขนไก่มาใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ: การใช้ไม้กวาดหรือไม้ขนไก่จะทำให้ฝุ่นละอองและสารก่อภูมิแพ้ลอยขึ้นสู่อากาศ การใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดจะช่วยจับฝุ่นให้อยู่กับที่ได้ดีกว่า
- เลือกเครื่องดูดฝุ่นที่มีแผ่นกรองเฮปา (HEPA Filter): แผ่นกรองนี้มีความละเอียดสูงมาก สามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็กอย่างไรฝุ่นและสปอร์ของเชื้อราไม่ให้หลุดรอดกลับออกมาในอากาศขณะที่เราดูดฝุ่น
- จัดการมุมอับชื้นป้องกันเชื้อรา: ห้องน้ำ ห้องครัว หรือมุมผนังที่โดนฝนสาด มักเกิดเชื้อราได้ง่าย หมั่นตรวจสอบและทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อรา รวมถึงเปิดพัดลมระบายอากาศหลังใช้งานเสมอ
ดูแลสัตว์เลี้ยงแสนรักอย่างไรไม่ให้กำเริบ
สำหรับทาสน้องแมวและน้องหมา การบอกให้ไล่พวกเขานอกจากบ้านคงเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะความรักมันบังคับกันไม่ได้ แต่เราสามารถปรับสมดุลร่วมกันได้ครับ
พยายามฝึกน้องๆ ไม่ให้ขึ้นมานอนบนเตียงนอนหรือโซฟาผ้า เพื่อลดการสะสมของรังแคและขนสัตว์ในจุดที่เราสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ อาบน้ำให้น้องหมาและน้องแมวเป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง และหมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังเล่นกับสัตว์เลี้ยง รวมถึงอาจจะหาเครื่องฟอกอากาศมาวางไว้ในห้องนั่งเล่นเพื่อช่วยกรองขนและสะเก็ดผิวหนังที่ลอยอยู่ในอากาศครับ
เมื่อไหร่ควรพิจารณาปรึกษาแพทย์เพื่อการรักษาที่ตรงจุด
หากเราปรับสิ่งแวดล้อมในบ้านทุกวิถีทางแล้ว แต่อาการจาม คัดจมูก หรือน้ำมูกไหลยังคงรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันจนนอนไม่หลับ หรือต้องพึ่งพายาแก้แพ้อยู่เป็นประจำ นั่นอาจถึงเวลาที่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
แพทย์อาจพิจารณาทำทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง เพื่อดูว่าเราแพ้สารตัวไหนเป็นพิเศษ และอาจมีการจ่ายยาสเปรย์พ่นจมูกที่มีตัวยาคุมการอักเสบ หรือพิจารณาเรื่องการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ในระยะยาว เพื่อช่วยปรับภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทนทานต่อสารก่อภูมิแพ้เหล่านั้นได้ดีขึ้นครับ