ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

แยกให้ออก: ลูกงอแงตามวัย หรือกำลังเผชิญภาวะวิตกกังวล?

เช้าวันจันทร์หน้าประตูโรงเรียน ภาพเด็กร้องไห้สะอึกสะอื้น เกาะขาพ่อแม่แน่น ไม่ยอมก้าวเข้าห้องเรียน เป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยจนหลายคนมองเป็นเรื่องธรรมดา อย่างไรก็ตาม อาการงอแงไม่อยากแยกจากพ่อแม่ในเด็กบางคน อาจไม่ใช่แค่การเอาแต่ใจตามวัย แต่เป็นสัญญาณของความวิตกกังวลในเด็กและภาวะวิตกกังวลจากการแยกจาก (Separation Anxiety Disorder) ที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

โดยธรรมชาติแล้ว เด็กวัยเตาะแตะช่วงอายุ 8-24 เดือน มักมีอาการกลัวการแยกจากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูหลัก ซึ่งถือเป็นพัฒนาการปกติทางอารมณ์ที่บอกให้รู้ว่าเด็กเริ่มจดจำและผูกพันกับผู้เลี้ยงดู แต่หากเด็กโตเกินวัย 4 ขวบขึ้นไปแล้ว ยังคงมีอารมณ์ตื่นกลัวอย่างรุนแรงทุกครั้งที่ต้องห่างจากพ่อแม่ มีอาการดื้อแพ่ง ร้องไห้ไม่ยอมหยุด หรือมีอาการทางกายร่วมด้วยต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ นั่นอาจไม่ใช่พัฒนาการตามวัยปกติอีกต่อไป

สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม: สังเกตอาการทางกายและพฤติกรรมของลูก

เด็กมักจะไม่สามารถอธิบายความรู้สึกกังวลของตัวเองเป็นคำพูดที่ซับซ้อนได้เหมือนผู้ใหญ่ ความเครียดและความกลัวจึงมักแสดงออกผ่านทางร่างกายและพฤติกรรมแทน พ่อแม่สามารถสังเกตสัญญาณเตือนได้ดังนี้

  • อาการทางร่างกายก่อนต้องแยกย้าย: มักบ่นปวดท้อง ปวดหัว เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือบางรายอาจมีอาการอาเจียน โดยเฉพาะในเช้าวันทำการที่ต้องไปโรงเรียน แต่อาการเหล่านี้มักจะหายไปทันทีเมื่อได้อยู่บ้านกับพ่อแม่ในวันหยุด
  • พฤติกรรมตัวติดกันตลอดเวลา: ไม่ยอมนอนคนเดียว ต้องมีพ่อแม่นั่งเฝ้าจนหลับ ไม่ยอมเดินไปเล่นห้องอื่นในบ้านคนเดียว หรือเดินตามพ่อแม่ไปทุกก้าวแม้กระทั่งหน้าห้องน้ำ
  • จินตนาการถึงเรื่องร้ายแรง: มักกังวลอย่างเกินเหตุว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับตนเองหรือพ่อแม่ เช่น กลัวพ่อแม่ประสบอุบัติเหตุ กลัวโดนลักพาตัว หรือกลัวว่าจะไม่ได้เจอกันอีก
  • มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ: นอนหลับยาก ฝันร้ายบ่อยๆ เกี่ยวกับการถูกทอดทิ้ง หรือการถูกแยกขวัญผวาตื่นกลางดึก

เจาะลึกสาเหตุ: ทำไมเด็กบางคนถึงมีความวิตกกังวลสูงกว่าปกติ?

สาเหตุของภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดในการเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยผสมผสานกัน ได้แก่

1. พื้นฐานบุคลิกภาพและพันธุกรรม

เด็กบางคนเกิดมาพร้อมกับระบบประสาทที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น มีนิสัยขี้อาย กลัวสิ่งแปลกใหม่ได้ง่าย หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกลุ่มความวิตกกังวล

2. เหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตมักเป็นตัวจุดชนวน เช่น การย้ายโรงเรียน การเสียชีวิตของคนในครอบครัวหรือสัตว์เลี้ยง การหย่าร้างของพ่อแม่ หรือการเคยเจ็บป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล

3. สไตล์การเลี้ยงดูของครอบครัว

การเลี้ยงดูที่ปกป้องลูกมากเกินไป (Overprotection) จนเด็กขาดโอกาสฝึกฝนความมั่นใจในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง หรือในทางกลับกัน การเลี้ยงดูที่มีความตึงเครียดสูง ก็สามารถส่งผลให้เด็กซึมซับความรู้สึกไม่ปลอดภัยเข้ามาในจิตใจได้

แนวทางรับมือสำหรับพ่อแม่: วิธีช่วยลูกก้าวผ่านความกลัวอย่างถูกวิธี

การช่วยเหลือเด็กที่มีภาวะนี้ ต้องอาศัยความเข้าใจ ความใจเย็น และความสม่ำเสมอ พ่อแม่สามารถปรับพฤติกรรมเพื่อช่วยให้ลูกรู้สึกมั่นคงขึ้นได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • สร้างกิจวัตรการโบกมือลาที่สั้นและแน่นอน: การกอด กุมมือ แล้วบอกลูกด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจว่าจะกลับมารับเวลาไหน แล้วเดินออกมาทันที จะช่วยให้ลูกปรับตัวได้ดีกว่าการแอบหนีไป หรือการร่ำลานานเกินไปซึ่งจะยิ่งเพิ่มความตื่นตระหนกให้เด็ก
  • ห้ามแอบหนี: การแอบสบโอกาสตอนลูกเผลอแล้วแอบหนีกลับ จะยิ่งทำลายความไว้วางใจ และทำให้เด็กเกิดภาวะระแวงจนไม่อยากคลาดสายตามากกว่าเดิม
  • ฝึกการแยกกันทีละน้อย: เริ่มต้นจากการให้ลูกไปเล่นกับเพื่อนในห้องข้างๆ หรือฝากญาติช่วยดูแลช่วงเวลาสั้นๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาให้ยาวนานขึ้น เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่า แม้จะแยกกันไป แต่พ่อแม่จะกลับมาเสมอ
  • ให้คำชื่นชมเมื่อลูกทำได้: เมื่อลูกสามารถเผชิญหน้ากับความกลัวได้ แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ เช่น การยอมไปนั่งเล่นคนเดียว 10 นาที ควรให้คำชมเชยเพื่อสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง

อาการแบบไหนที่ต้องพาลูกไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา?

หากปฏิบัติตามแนวทางเบื้องต้นแล้วนานกว่า 4 สัปดาห์ แต่อาการของลูกยังไม่ดีขึ้น หรือความกลัวนั้นเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง เช่น ไม่ยอมไปโรงเรียนเลย ผลการเรียนตกต่ำอย่างมาก หรือมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย การพาเด็กไปพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การรักษาทางการแพทย์ในปัจจุบันมีความนุ่มนวลและปลอดภัย โดยมักใช้ จิตบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy - CBT) เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจและจัดการกับความกลัวของตนเองได้ ร่วมกับ เล่นบำบัด (Play Therapy) ที่ช่วยให้เด็กสื่อสารความกังวลออกมาผ่านการเล่น การรับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาความวิตกกังวลเรื้อรังไปจนถึงช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down