ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เช้าวันจันทร์มักเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของหลายครอบครัว เสียงร้องไห้งอแง อาการปวดท้องหรือปวดหัวกะทันหันของลูกน้อยก่อนออกจากบ้านไปโรงเรียน อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่การเรียกร้องความสนใจหรือไม่อยากไปเรียนตามปกติ แต่อาจเป็นสัญญาณของ ความวิตกกังวลในเด็กและภาวะวิตกกังวลจากการแยกจาก (Separation Anxiety Disorder) ที่เด็กกำลังเผชิญอยู่โดยไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้

ลูกแค่งอแงตามวัย หรือกำลังเผชิญภาวะวิตกกังวลจากการแยกจาก?

การเกาะติดพ่อแม่หรือกลัวคนแปลกหน้าเป็นพัฒนาการปกติของเด็กวัยเตาะแตะ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 8-18 เดือน ซึ่งเป็นวัยที่เด็กเริ่มเรียนรู้ว่าตนเองกับพ่อแม่เป็นคนละคนกัน ความกลัวการพลัดพรากในช่วงวัยนี้จึงเป็นเรื่องธรรมชาติและจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเด็กเติบโตขึ้นและเริ่มเข้าใจว่า พ่อแม่แยกย้ายไปทำธุระแล้วจะกลับมาหาเสมอ

แต่หากเด็กมีอายุตั้งแต่ 4-5 ขวบขึ้นไป หรืออยู่ในวัยเข้าโรงเรียนแล้ว ยังคงมีพฤติกรรมหวาดกลัวการห่างจากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูอย่างรุนแรง มีอารมณ์ดิ่งลงอย่างเห็นได้ชัด และอาการนี้ดำเนินติดต่อกันนานกว่า 4 สัปดาห์ จนกระทบกับการเรียน การนอน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน นั่นอาจเป็นข้อบ่งชี้ว่าเด็กกำลังเผชิญภาวะวิตกกังวลจากการแยกจากที่ควรได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี

สังเกตสัญญาณเตือน: ร่างกายและอารมณ์ของลูกกำลังบอกอะไรเรา?

เด็กมักจะไม่เดินมาบอกตรงๆ ว่ารู้สึกกังวลใจ แต่ความกังวลจะแสดงออกผ่านพฤติกรรมและอาการทางกายที่พ่อแม่สังเกตได้ดังนี้

อาการทางกายที่มักเกิดขึ้นตอนเช้าวันเรียน

เด็กหลายคนจะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ หรือหัวใจเต้นเร็ว โดยเฉพาะในเวลาที่รู้ว่าจะต้องแยกจากพ่อแม่ เช่น ก่อนไปโรงเรียนหรือก่อนพ่อแม่ไปทำงาน แต่อาการเหล่านี้มักจะหายไปเมื่อได้กลับมาอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว

พฤติกรรมหวาดกลัวการสูญเสียและฝันร้าย

ลูกอาจแสดงความกังวลเกินจริงเกี่ยวกับอันตรายที่จะเกิดกับพ่อแม่ เช่น กลัวว่าพ่อแม่จะเกิดอุบัติเหตุ เลิกรา หรือหายตัวไป รวมถึงกลัวว่าจะเกิดอันตรายกับตัวเอง เช่น กลัวโดนลักพาตัว นอกจากนี้ เด็กมักปฏิเสธการนอนแยกห้อง นอนไม่หลับหากไม่มีพ่อแม่ซบอยู่ข้างๆ หรือมักฝันร้ายเกี่ยวกับเรื่องการพลัดพรากอยู่บ่อยครั้ง

ทำไมลูกถึงกลัวการอยู่ห่างจากเราขนาดนี้? สาเหตุเกิดจากอะไร

ภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากความงอแงหรือความเอาแต่ใจของเด็ก แต่เป็นผลมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน:

  • พื้นฐานอารมณ์ของเด็ก: เด็กบางคนมีไวต่อสิ่งกระตุ้นได้ง่าย มีความวิตกกังวลสูงโดยธรรมชาติ หรือปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ได้ช้า
  • เหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ: การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต เช่น การย้ายบ้าน การเปลี่ยนโรงเรียน การสูญเสียสัตว์เลี้ยง หรือการเจ็บป่วยของคนในครอบครัว สามารถกระตุ้นให้เกิดความกลัวการพลัดพรากได้
  • พันธุกรรมและประวัติครอบครัว: เด็กที่มีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติโรคกลุ่มวิตกกังวลหรือโรคซึมเศร้า มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะนี้ได้มากกว่า
  • รูปแบบการเลี้ยงดู: การปกป้องเด็กมากเกินไป (Overprotection) จนเด็กขาดโอกาสในการฝึกฝนการพึ่งพาตนเอง หรือในทางกลับกัน ความไม่มั่นคงในครอบครัว ก็ส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัยของเด็กได้เช่นกัน

วิธีรับมือและช่วยเหลือลูกรัก ให้ก้าวผ่านความกลัวอย่างอบอุ่น

พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูมีบทบาทสำคัญที่สุดในการช่วยให้เด็กผ่านพ้นภาวะนี้ไปได้ โดยสามารถนำแนวทางต่อไปนี้ไปปรับใช้:

เทคนิคการบอกลาแบบสั้น แต่สร้างความมั่นใจ

เมื่อถึงเวลาต้องแยกจาก เช่น ไปส่งที่โรงเรียน ให้บอกลาด้วยท่าทีที่สงบ มั่นใจ และอบอุ่น ระบุเวลาที่จะกลับมารับให้ชัดเจนด้วยภาษาที่เด็กเข้าใจ เช่น "พ่อจะมารับหลังลูกกินขนมเบรกบ่ายเสร็จนะ" แล้วเดินทางกลับทันที ห้ามลังเลหรือแสดงความกังวลให้เด็กเห็น เพราะเด็กจะรับรู้ความกังวลของพ่อแม่ได้เร็วมาก

ฝึกแยกจากกันทีละนิด สร้างความคุ้นเคย

เริ่มต้นจากการแยกกันในระยะเวลาสั้นๆ ภายในบ้าน เช่น ให้ลูกเล่นในห้องรับแขกขณะที่พ่อแม่ทำงานบ้านในห้องครัว แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาและระยะทาง เช่น ฝากลูกไว้กับญาติสนิทสัก 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้เด็กเกิดความไว้วางใจว่า พ่อแม่แยกไปแล้วจะกลับมาหาแน่นอน

หลีกเลี่ยงการแอบหนีหรือดุด่าด้วยความอารมณ์เสีย

การแอบหนีออกไปตอนเด็กเผลอจะยิ่งทำให้เด็กเกิดความระแวงและติดพ่อแม่หนักขึ้นในครั้งต่อไป และไม่ควรดุด่าว่าเด็กเป็น "เด็กงอแง" หรือ "โตแล้วทำไมยังร้องไห้" เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกผิดและขาดความมั่นใจ ควรเปลี่ยนเป็นคำพูดที่รับรู้ความรู้สึกของเด็ก เช่น "แม่เข้าใจว่าลูกกังวล แต่แม่เชื่อว่าลูกจะผ่านวันนี้ไปได้" เพื่อให้เด็กรับรู้ว่าอารมณ์ของเขาได้รับการยอมรับ

อาการแบบไหนที่ควรพาเด็กมาปรึกษาหมอหรือผู้เชี่ยวชาญ?

หากพยายามปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดูและให้เวลาปรับตัวแล้ว แต่อาการของเด็กยังไม่ดีขึ้นนานเกิน 4 สัปดาห์ เด็กปฏิเสธการไปโรงเรียนอย่างเด็ดขาด มีอาการปานกลางถึงรุนแรงจนกระทบต่อพัฒนาการด้านสังคมและการเรียน หรือเด็กมีภาวะตื่นตระหนก (Panic) ร้องไห้เกร็งจนหายใจไม่ทัน พ่อแม่ควรพาเด็กมาพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หรือกุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม

การรักษาในเด็กมักเน้นไปที่การทำจิตบำบัด โดยเฉพาะการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy - CBT) ซึ่งจะช่วยให้เด็กเรียนรู้วิธีจัดการกับความกลัว ความกังวล และปรับความคิดของตนเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงการให้คำปรึกษาแก่พ่อแม่ในการปรับพฤติกรรมที่บ้าน เพื่อคืนความสดใสและความมั่นใจในการเรียนรู้โลกกว้างให้แก่เด็กอีกครั้ง

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down