ตื่นมาแล้วปวดเข่า ขยับทีไรมีเสียงกรอบแกรบ แปลว่าอะไรกันแน่นะ?
หลายคนเดินเข้ามาปรึกษาที่คลินิกด้วยอาการคล้ายกันคือ เวลาจะลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ หรือตอนเดินลงบันได จะรู้สึกแปล๊บๆ ที่แถวๆ ลูกสะบ้าหรือด้านข้างหัวเข่า บางคนเป็นๆ หายๆ จนชินชา คิดว่าเป็นแค่ความเสื่อมตามวัย แต่พอปล่อยทิ้งไว้ นานวันเข้าอาการกลับยิ่งเรื้อรัง ขยับแต่ละทีทรมานจนใช้ชีวิตลำบาก
อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของข้อเข่าเสื่อมธรรมดา แต่อาจมีตัวการสำคัญที่ชื่อว่า ภาวะเส้นเอ็นรอบข้อเข่าอักเสบเรื้อรัง แฝงอยู่ ซึ่งหมออยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจโรคนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น เพื่อที่เราจะได้ดูแลเข่าคู่โปรดให้อยู่ใช้งานไปนานๆ
เส้นเอ็นรอบข้อเข่าอักเสบเรื้อรัง เกิดจากอะไรทำไมถึงไม่หายสักที?
ถ้าจะให้เห็นภาพง่ายๆ ข้อเข่าของเราไม่ได้ทำงานอยู่คนเดียว แต่มีเหล่ากล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบๆ ทำหน้าที่เหมือนสลิงคอยดึงรั้งและพยุงข้อต่อให้มั่นคง เวลาที่เราใช้งานเข่าหนักเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง กระโดด นั่งยองๆ นานเกินไป หรือแม้แต่น้ำหนักตัวที่มากเกินเกณฑ์ เส้นเอ็นเหล่านี้จะต้องรับภาระหนักหน่วงทุกวัน
เมื่อเส้นเอ็นถูกใช้งานซ้ำๆ จนเกิดการบาดเจ็บเล็กๆ สะสมเรื่อยๆ ร่างกายจะพยายามซ่อมแซม แต่ถ้าเรายังไม่ยอมพักและฝืนใช้ต่อ การอักเสบก็จะไม่ยอมหายขาด กลายเป็นภาวะเรื้อรังที่เส้นเอ็นเริ่มเสื่อมสภาพ สูญเสียความยืดหยุ่น และเกิดพังผืดเกาะ ทำให้เวลาขยับจึงเกิดอาการปวดและตึงอย่างชัดเจน
เช็กดูซิว่าอาการปวดเข่าที่เป็นอยู่ เข้าข่ายเส้นเอ็นอักเสบเรื้อรังหรือเปล่า?
อาการเตือนที่คนไข้มักเล่าให้ฟังบ่อยๆ และสังเกตได้ด้วยตัวเอง มีดังนี้ครับ
- ปวดจี๊ดบริเวณเฉพาะจุด: มักจะชี้จุดเจ็บได้ชัดเจน เช่น ใต้ลูกสะบ้า ด้านนอก หรือด้านในของข้อเข่า ไม่ได้ปวดกระจายทั่วทั้งข้อ
- เจ็บมากเวลาใช้งาน: เริ่มปวดเวลาเดินขึ้นลงบันได วิ่ง หรือตอนลุกขึ้นยืนหลังจากนั่งพับเพียบหรือนั่งยองๆ นานๆ
- รู้สึกตึงขัดตอนเช้า: ตื่นนอนมาแล้วรู้สึกเข่ายังติดๆ ขยับข้อเข่าได้ไม่สุด ต้องใช้เวลาสักพักจึงจะรู้สึกคลาย
- กดแล้วเจ็บแปล๊บ: เวลาเอามือกดลงไปตรงตำแหน่งเส้นเอ็น จะสะดุ้งเพราะเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันที
วิธีดูแลรักษาและฟื้นฟูเข่าพังๆ ให้กลับมาใช้งานได้ปกติ
ข่าวดีคือ ภาวะเส้นเอ็นรอบข้อเข่าอักเสบเรื้อ สามารถรักษาให้หายดีได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากเรารู้จักวิธีดูแลตัวเองที่ถูกต้องและทำอย่างต่อเนื่อง
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการใช้งานที่หักโหม
ช่วงที่ยังมีอาการอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องงอเข่ามากๆ หรือมีแรงกระแทกสูง เช่น การวิ่งบนพื้นแข็ง การกระโดด หรือการนั่งคุกเข่านานๆ หากน้ำหนักตัวเกิน การลดน้ำหนักลงสักหน่อยจะช่วยลดภาระที่เข่าต้องแบกรับได้มหาศาล
การทำกายภาพบำบัดเพื่อคืนความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อรอบเข่า
เมื่อความปวดลดลงแล้ว หัวใจสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำคือการออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาและสะโพก เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของเส้นเอ็นรอบเข่า โดยเน้นท่าบริหารที่ไม่มีแรงกระแทก เช่น การนอนยกขาตรง หรือการปั่นจักรยานอากาศ
การใช้ยาและการรักษาทางการแพทย์เฉพาะทาง
ในกรณีที่ปวดมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบในระยะสั้น ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเชิงลึก เช่น การใช้คลื่นกระแทก (Shockwave Therapy) เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อเส้นเอ็นที่เรื้อรังมานาน
เมื่อไหร่ที่ควรพาเข่าคู่เจ็บไปหาหมอทันที?
แม้ว่าอาการปวดเส้นเอ็นส่วนใหญ่จะดีขึ้นได้ด้วยการพักผ่อนและการดูแลเบื้องต้น แต่ถ้ามีสัญญาณเตือนเหล่านี้เมื่อไหร่ แนะนำให้รีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด:
- มีอาการบวมแดงร้อนที่ข้อเข่าอย่างเห็นได้ชัด
- ได้ยินเสียงดังกร๊อบและรู้สึกว่าข้อเข่าหลุด ล็อก หรือขยับไม่ได้เลย
- เดินลงน้ำหนักไม่ได้เพราะเจ็บมาก หรือเข่าอ่อนแรงพับลงไปเอง
- พักการใช้งานและกินยาแล้ว อาการปวดไม่ดีขึ้นเลยภายใน 1-2 สัปดาห์
การปล่อยให้เส้นเอ็นอักเสบเรื้อรังไปเรื่อยๆ อาจทำให้โครงสร้างรอบเข่าเสียหายหนักขึ้น การมาพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้คุณกลับมาเดิน วิ่ง และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องทนปวดอีกต่อไปครับ