กินอาหารร่วมโต๊ะกับเพื่อน แล้วทำไมอยู่ดีๆ ตัวเหลืองตาเหลือง?
เวลาตรวจคนไข้ที่มีอาการอ่อนเพลียมากๆ คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อย แล้วพอตรวจเลือดดูกลับพบว่าค่าตับขึ้นสูงปรี๊ด สิ่งแรกๆ ที่หมอมักจะนึกถึงคือเรื่องของไวรัสตับอักเสบ หลายคนมักจะตกใจกลัวว่าตัวเองเป็นโรคร้ายแรงเรื้อรัง แต่จริงๆ แล้วถ้าเป็น โรคไวรัสตับอักเสบเอ ส่วนใหญ่แล้วร่างกายสามารถหายขาดได้เอง และไม่กลายเป็นตับอักเสบเรื้อรังเหมือนกับชนิดอื่นๆ
โรคนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด เพราะมันติดต่อผ่านทางปาก ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสเข้าไปโดยที่เราไม่รู้ตัว หมอเลยอยากชวนมาทำความรู้จักเจ้าไวรัสตัวนี้กันให้มากขึ้น จะได้ระวังตัวและดูแลรักษากันได้อย่างถูกต้อง
โรคไวรัสตับอักเสบเอ คืออะไร ทำไมตับถึงอักเสบได้ขนาดนี้?
พูดให้เข้าใจง่ายๆ เจ้าไวรัสตับอักเสบเอเนี่ย มันชอบไปอาศัยและทำลายเซลล์ตับของเราครับ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางทางเดินอาหาร มันจะเดินทางไปที่ตับแล้วเริ่มเบ่งบานแบ่งตัวตรงนั้น ทำให้ตับของเราเกิดอาการอักเสบ บวม และทำงานได้ไม่เต็มที่
ความน่ากลัวคือเชื้อนี้อึดมาก สามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน และถูกขับออกมาทางอุจจาระของผู้ติดเชื้อ ถ้าใครเผลอไปสัมผัสโดนแล้วหยิบอาหารเข้าปาก หรือกินส้มตำ ลาบ น้ำแข็ง ที่พ่อค้าแม่ค้าทำโดยไม่ล้างมือให้สะอาด หรือใช้น้ำที่ไม่สะอาดมาทำอาหาร ก็มีสิทธิ์รับเชื้อเข้าไปเต็มๆ
อาการแบบไหนที่ฟ้องว่าตับกำลังประท้วง?
ความยากของโรคนี้คือ ช่วงแรกๆ ที่ได้รับเชื้อมา ประมาณ 2 ถึง 4 สัปดาห์ เราอาจจะยังไม่แสดงอาการอะไรเลย บางคนคิดว่าแค่พักผ่อนน้อย หรืออาหารเป็นพิษธรรมดา จนกระทั่งเชื้อเริ่มออกฤทธิ์หนักๆ ถึงเริ่มมีสัญญาณเตือนเหล่านี้
- อ่อนเพลียไม่มีแรง: เหนื่อยง่ายกว่าปกติ แบบที่นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน: เห็นอาหารที่เคยชอบแล้วพะอืดพะอม โดยเฉพาะอาหารมันๆ
- จุกแน่นชายโครงขวา: บริเวณที่ตับของเราตั้งอยู่ จะรู้สึกตึงๆ หรือหน่วงๆ
- ตัวเหลืองตาเหลือง: อาการคลาสสิกที่เริ่มเห็นได้ชัด ปัสสาวะจะมีสีเข้มเหมือนชาเขียวเข้ม และอุจจาระอาจจะมีสีซีดลง
- มีไข้ต่ำๆ และปวดเมื่อยตามตัว: คล้ายกับอาการของไข้หวัดใหญ่
เป็นแล้วรักษาหายไหม หรือต้องกินยาอะไรเป็นพิเศษ?
ข่าวดีคือ โรคไวรัสตับอักเสบเอ ส่วนใหญ่ในผู้ใหญ่และเด็กโต ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อออกไปได้เองจนหายเป็นปกติภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน หมอจะเน้นการรักษาตามอาการครับ เช่น ให้พักผ่อนมากๆ งดการทำงานหนัก ให้สารน้ำทางหลอดเลือดถ้ากินไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามซื้อยามากินเองเด็ดขาด โดยเฉพาะยาพาราเซตามอลหรือสมุนไพรบางชนิด เพราะในช่วงที่ตับอักเสบ การเผาผลาญยาจะแย่ลง การกินยาเรื่อยเปื่อยอาจทำให้ตับพังหนักกว่าเดิมได้
วิธีป้องกันไม่ให้เชื้อนี้มาเยือนตับของเรา
ในเมื่อโรคนี้ติดต่อผ่านการกิน เราก็ต้องป้องกันตั้งแต่ต้นทาง หมอแนะนำหลักปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้ครับ
- กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ: ยุคนี้สุขอนามัยต้องมาก่อน ล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
- เลือกกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ: หลีกเลี่ยงอาหารดิบๆ หรืออาหารสุกๆ ดิบๆ รวมถึงน้ำแข็งที่อาจทำมาจากน้ำไม่สะอาด
- ฉีดวัคซีนป้องกัน: สำหรับใครที่ต้องเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง หรือคนที่ตรวจเลือดแล้วพบว่ายังไม่มีภูมิต้านทาน การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุด
สัญญาณอันตรายแบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ด่วน?
แม้ส่วนใหญ่จะหายเองได้ แต่ก็มีส่วนน้อยที่อาจรุนแรงจนเกิดภาวะตับวายเฉียบพลันได้ครับ ถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
- ซึมลง สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง
- ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือขาบวม
- อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ
- ตัวเหลืองตาเหลืองมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว
สุดท้ายนี้ หมออยากฝากไว้ว่า ตับเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักเพื่อเรามาตลอด ถ้าไม่อยากให้ตับต้องมารับเคราะห์จากอาหารที่เรากินเข้าไป ก็ต้องใส่ใจเรื่องความสะอาดให้มากๆ เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการมารักษารอบ2 เสมอครับ