ช่วงนี้หลายคนหันมาดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายกันมากขึ้น ทั้งวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือแม้แต่เข้ายิมยกเวท ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ครับ แต่หมอกลับพบคนไข้เดินเข้ามาปรึกษาเรื่องอาการปวดเจ็บตามข้อต่อและกล้ามเนื้อบ่อยขึ้น บางคนคิดว่าเป็นแค่ความเมื่อยล้าธรรมดา เดี๋ยวก็หาย แต่ปล่อยไว้เรื้อรังจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ วันนี้หมอเลยอยากชวนมาทำความเข้าใจเรื่องอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาและก... กันแบบเคลียร์ชัด เข้าใจง่าย เหมือนมานั่งคุยกันที่ห้องตรวจครับ
ประเภทของอาการบาดเจ็บที่หมอเจอ
เวลาที่เราพูดถึงการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย หมอจะแบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายและสังเกตตัวเองได้ทันครับ
เจ็บปุ๊บรู้ตัวปั๊บจากอุบัติเหตุ
แบบแรกคือการบาดเจ็บฉับพลัน เกิดขึ้นทันทีในจังหวะที่เรากำลังเคลื่อนไหว เช่น จังหวะลงน้ำหนักแล้วข้อเท้าพลิก ล้มกระแทกตอนเล่นบอล หรือไหล่หลุดจากการยกของหนักเกินไป แบบนี้มักจะมีอาการบวม ช้ำ และปวดจี๊ดขึ้นมาทันทีจนเล่นต่อไม่ไหว
เจ็บสะสมเรื้อรังจากความเคยชิน
แบบที่สองคืออาการบาดเจ็บที่ค่อยๆ ถามหาทีละนิด เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นเดิมซ้ำๆ ติดต่อกันนานเกินไป เช่น นักวิ่งที่เจ็บหน้าแข้ง หรือคนเล่นคอมพิวเตอร์แล้วปวดไหล่สะสม แบบนี้มักจะเริ่มจากอาการตึงๆ ปวดหน่วงหลังออกกำลังกาย และค่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนรบกวนชีวิตประจำวัน
จุดยอดฮิตที่มักพบบ่อยเวลาบาดเจ็บ
กล้ามเนื้อและข้อต่อในร่างกายเรามีหลายส่วน แต่มีอยู่ไม่กี่จุดที่หมอมักจะตรวจเจอคนไข้บาดเจ็บมาบ่อยที่สุด ได้แก่
- ข้อเท้าพลิกและข้อเท้าแพลง: เกิดจากเอ็นรอบข้อเท้ายืดหรือฉีกขาด บ่อยครั้งเกิดจากการวิ่งบนพื้นไม่เรียบ
- อาการปวดเข่าของคนชอบวิ่ง: มักมีอาการเจ็บรอบลูกสะบ้าเวลางิ่งหรือเดินขึ้นลงบันได
- หัวไหล่อักเสบจากการยก: พบได้บ่อยในคนที่ชอบเล่นเวทหรือกีฬาที่ต้องใช้แขนเหวี่ยงเหนือศีรษะ
- ปวดหลังส่วนล่าง: มักเกิดจากท่าทางในการยกน้ำหนักที่ไม่ถูกต้อง หรือกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรงพอ
การดูแลเบื้องต้นเมื่อเกิดอาการบาดเจ็บ
ถ้าเพิ่งเกิดอาการบาดเจ็บสดๆ ร้อนๆ สิ่งแรกตั้งสติแล้วจำหลักการดูแลตัวเองง่ายๆ เพื่อไม่ให้อาการแย่ลงกว่าเดิม
วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นในช่วงแรก
สำหรับ 48 ชั่วโมงแรกหลังบาดเจ็บ ให้ใช้หลักการพักการใช้งานบริเวณนั้น ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมและลดการอักเสบครั้งละประมาณ 15-20 นาที หลีกเลี่ยงการนวดแรงๆ หรือประคบร้อนในช่วงแรก เพราะความร้อนจะทำให้เลือดมาคั่งและบวมมากกว่าเดิม
การใช้ยาลดปวดและการทาบรรเทาอาการ
หากมีอาการปวดมาก สามารถใช้ยาทาภายนอกประเภทลดการอักเสบ หรือรับประทานยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอลหรือยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 2-3 วัน ควรเข้ามาให้หมอตรวจดูอาการอย่างละเอียดจะดีที่สุด
อาการแบบไหนที่ปล่อยไว้ไม่ได้ต้องรีบพบแพทย์
คนไข้หลายคนชอบถามหมอว่า เมื่อไหร่ถึงควรมาหาหมอจริงจัง? หมอแนะนำว่าหากมีอาการเหล่านี้ อย่ารอให้หายเองครับ
- ได้ยินเสียงดังกร๊อบหรือป๊อปในข้อต่อตอนที่บาดเจ็บ
- ไม่สามารถลงน้ำหนักที่ขาหรือเท้าข้างที่เจ็บได้เลย
- มีอาการผิดรูปอย่างเห็นได้ชัด เช่น ข้อต่อบิดเบี้ยวไปจากเดิม
- ชา อ่อนแรง หรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มบริเวณที่บาดเจ็บ
- พักการใช้งานและดูแลเบื้องต้นแล้ว อาการปวดบวมยังไม่ดีขึ้นเลยภายใน 3 ถึง 5 วัน
วิธีป้องกันไม่ให้กลับมาเจ็บซ้ำอีก
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอครับ การออกกำลังกายให้ปลอดภัยควรเริ่มต้นจากการอบอุ่นร่างกายหรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อทุกครั้งก่อนเริ่ม เพื่อเตรียมความพร้อมให้ข้อต่อและกล้ามเนื้อ เลือกใช้อุปกรณ์และรองเท้าให้เหมาะกับประเภทกีฬาที่เล่น และที่สำคัญคือต้องรู้จักฟังเสียงร่างกายตัวเอง หากรู้สึกเหนื่อยล้าหรือเจ็บแปล๊บ ควรพักทันที อย่าฝืนเล่นต่อเพราะความเสียดาย เพราะถ้าเจ็บขึ้นมาจริงๆ อาจจะต้องหยุดยาวและเสียเวลามากกว่าเดิมครับ