ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

กลางดึกคืนหนึ่งในห้องฉุกเฉิน หมอมักจะได้เจอกับคุณพ่อคุณแม่ที่อุ้มลูกน้อยวัยแบเบาะเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก หลายครั้งคำถามแรกที่หมอได้ยินคือ ลูกหายใจเสียงดังแบบนี้ปกติไหม หรือ ลูกหายใจเร็วมากจนอกบุ๋ม เป็นอะไรหรือเปล่า ความกังวลเหล่านี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ดีที่สุด เพราะระบบทางเดินหายใจของเด็กทารกนั้นยังพัฒนาไม่เต็มที่ หลอดลมยังมีขนาดเล็กและยืดหยุ่นสูง ทำให้เมื่อเกิดการอุดกั้นหรือติดเชื้อเพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลกระทบต่อการหายใจได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง

การแยกแยะระหว่างอาการคัดจมูกธรรมดา กับภาวะวิกฤตทางระบบหายใจ จึงเป็นทักษะสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนควรเรียนรู้ เพื่อให้สามารถตัดสินใจพาเจ้าตัวเล็กมาพบแพทย์ได้อย่างทันท่วงที

เด็กทารกหายใจแบบไหนที่เรียกว่าปกติ และแบบไหนที่เริ่มน่ากังวล

โดยปกติแล้ว เด็กทารกแรกเกิดจะมีแพทเทิร์นการหายใจที่แปลกไปจากผู้ใหญ่ บางครั้งพวกเขาอาจจะหายใจเร็วสลับช้า หรือบางครั้งอาจมีช่วงหยุดหายใจสั้นๆ ประมาณ 5 ถึง 10 วินาทีแล้วกลับมาหายใจต่อตามปกติ ซึ่งเราเรียกภาวะนี้ว่า Periodic Breathing ซึ่งยังถือว่าเป็นเรื่องปกติในทารกที่ระบบประสาทควบคุมการหายใจยังเติบโตไม่เต็มที่

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างการหายใจปกติกับการหายใจลำบากนั้น สังเกตได้จากความพยายามในการใช้แรงหายใจ หากลูกต้องใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นช่วยดึงลมหายใจเข้าสู่ปอด นั่นคือสัญญาณเตือนว่าระบบทางเดินหายใจกำลังมีปัญหา

สัญญาณอันตรายทางเดินหายใจในทารก ที่ต้องพาไปห้องฉุกเฉินทันที

เมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้าตัวเล็กมีอาการดังต่อไปนี้ แสดงว่าร่างกายกำลังชดเชยการขาดออกซิเจนอย่างหนัก และถือเป็น สัญญาณอันตรายทางเดินหายใจในทารก ที่ต้องการการดูแลทางการแพทย์อย่างเร่งด่วนที่สุด

สังเกตปีกจมูก: จมูกบานออกทุกครั้งที่หายใจเข้า

ในเวลาปกติ ปีกจมูกของทารกจะขยับเพียงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น แต่หากพบว่าปีกจมูกของลูกขยายกว้างออกอย่างชัดเจนทุกครั้งที่พยายามหายใจเข้า นั่นแสดงว่ารูจมูกปกติไม่เพียงพอต่อการนำอากาศเข้าสู่ร่างกาย ลูกกำลังพยายามเปิดทางเดินหายใจให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้

หน้าอกบุ๋ม ซี่โครงบุ๋ม หรือคอบุ๋มขณะหายใจ

ลองถอดเสื้อของลูกออกแล้วสังเกตบริเวณหน้าอกและชายโครง หากเห็นว่าเนื้อบริเวณใต้ชายโครง ระหว่างซี่โครง หรือแอ่งชีพจรบริเวณคอบุ๋มลึกเข้าไปจนเห็นเป็นร่องชัดเจนทุกครั้งที่หายใจเข้า อาการนี้เกิดจากการที่ลูกต้องใช้แรงจากกล้ามเนื้อช่วยหายใจอย่างมากเพื่อดึงอากาศเข้าปอดที่กำลังตีบแคบหรืออุดกั้น

หายใจเร็วกว่าปกติ ลองจับเวลาและนับครั้งดู

วิธีเช็กที่แม่นยำที่สุดคือการนับอัตราการหายใจของลูกในขณะที่ลูกกำลังนอนหลับนิ่งๆ หรือสงบ โดยนับการยกขึ้นและลงของหน้าอก (ขึ้นและลงนับเป็น 1 ครั้ง) เป็นเวลาครบ 1 นาทีเต็ม หากตัวเลขที่ได้สูงกว่าเกณฑ์ต่อไปนี้ ถือว่าอันตราย:

  • ทารกแรกเกิดถึงอายุ 2 เดือน: หายใจตั้งแต่ 60 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
  • ทารกอายุ 2 เดือนถึง 1 ปี: หายใจตั้งแต่ 50 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
  • เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป: หายใจตั้งแต่ 40 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป

มีเสียงหายใจผิดปกติ เสียงหวีด หรือเสียงครางเครือในคอ

เสียงหายใจของทารกที่ปกติควรจะเงียบและราบรื่น หากได้ยินเสียงหวีดแหลม เสียงครืดคราดคล้ายมีเสมหะติดอยู่ในคอหนาแน่น หรือเสียงฮึดฮัด แหลมสูงตอนหายใจเข้า รวมถึงเสียงครางเครือทุกครั้งที่หายใจออก ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดจากการที่ร่างกายพยายามกักลมรักษาแรงดันในปอดไว้ สัญญาณเหล่านี้บ่งบอกถึงภาวะหลอดลมตีบหรือปอดอักเสบ

ริมฝีปากเขียวคล้ำ หน้าซีด สัญญาณเตือนว่าร่างกายขาดออกซิเจน

นี่คือสัญญาณเตือนขั้นวิกฤตสูงสุด หากสังเกตเห็นบริเวณริมฝีปาก รอบปาก ปลายมือ ปลายเท้า หรือลิ้นของลูกเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ เทา หรือซีดลงอย่างเห็นได้ชัด แสดงว่าปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือดลดลงอยู่ในระดับอันตราย ต้องรีบพาส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีโดยไม่มีข้อละเว้น

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำทันทีเมื่อพบสัญญาณเตือนเหล่านี้

หากสังเกตพบอาการผิดปกติข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติ อย่าพยายามป้อนน้ำ ยา หรืออาหารใดๆ ให้ลูกในขณะที่ลูกกำลังหายใจลำบาก เพราะอาจทำให้สำลักเข้าไปในหลอดลมและปอด ซึ่งจะทำให้อาการแย่ลงไปอีก

ให้จัดท่าทางของลูกให้อยู่ในท่าที่หายใจสะดวกที่สุด โดยการอุ้มลูกในแนวตั้งหรือกึ่งนั่งกึ่งนอน ประคองศีรษะและคอให้ตรง ไม่ให้คอพับลงมางอชิดอก จากนั้นรีบพาเดินทางไปยังโรงพยาบาลที่มีแผนกฉุกเฉินสำหรับเด็กทันที หรือโทรสายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน

ความใส่ใจและสติของพ่อแม่ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของลูกน้อย

สัญชาตญาณของพ่อแม่มักจะถูกต้องเสมอ หากรู้สึกว่าลมหายใจของลูกคืนนี้ดูติดขัด ไม่เหมือนทุกวันที่ผ่านมา แม้จะยังแยกแยะอาการได้ไม่ชัดเจน การพามาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียดก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด เพราะในเด็กทารกวัยนี้ อาการเจ็บป่วยสามารถเปลี่ยนแปลงและดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การสังเกตเห็นสัญญาณเตือนตั้งแต่เนิ่นๆ และเข้าถึงการรักษาอย่างรวดเร็ว คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยรักษาชีวิตและสุขภาพของลูกรักให้ปลอดภัย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down