ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงแอบหนักใจไม่น้อย เมื่อสังเกตเห็นว่าลูกวัยรุ่นที่เคยคุยด้วยกันทุกวัน เริ่มมีท่าทีเปลี่ยนไป เก็บตัวเงียบ อยู่แต่ในห้อง ปิดโทรศัพท์มือถือ หรือบางครั้งก็หงุดหงิดใส่แบบไม่มีสาเหตุ ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้กลุ่มนี้บ่อยๆ อยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ช่วงวัยรุ่นเป็นวัยแห่งการค้นหาตัวตน สมองส่วนที่ทำหน้าที่ยับยั้งชั่งใจยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้พวกเขากล้าลอง กล้าเสี่ยง และอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมดา แต่บางครั้งความอยากลองนี้ก็อาจก้าวล้ำเข้าไปสู่จุดที่อันตราย จนกลายเป็นเรื่องของภาวะการติดสารเสพติดหรือพฤติกรรมเสี่ยงที่เราต้องรีบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือก่อนจะสายเกินไป
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าลูกกำลังเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดหรือเรื่องเสี่ยงๆ
การสังเกตพฤติกรรมของวัยรุ่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะวัยนี้มักรักความเป็นส่วนตัวอยู่แล้ว แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกันและเป็นติดต่อกันนานเกินสองสัปดาห์ คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มระวังและหาเวลาพูดคุยอย่างจริงจัง
- การเปลี่ยนแปลงทางกายและสุขภาพ: นอนไม่หลับหรือนอนมากผิดปกติ น้ำหนักลดฮวบ ตาแดงก่ำตลอดเวลา หรือมีกลิ่นแปลกๆ ติดตัวเสื้อผ้า
- อารมณ์แปรปรวนรุนแรง: หงุดหงิดง่าย ฉุนเฉียวอย่างไร้เหตุผล วิตกกังวลซึมเศร้า หรือหมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบทำ
- พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง: เริ่มโกหกบ่อยขึ้น มีเรื่องปิดบัง ขาดเรียน ผลการเรียนตกลงอย่างเห็นได้ชัด หรือจู่ๆ ก็ต้องการเงินจำนวนมากโดยไม่รู้ว่าเอาไปทำอะไร
- กลุ่มเพื่อนที่เปลี่ยนไป: บ่ายเบี่ยงที่จะให้รู้จักเพื่อนกลุ่มใหม่ หรือมักคบเพื่อนที่มีพฤติกรรมเกเร
ทำไมวัยรุ่นถึงหลุดเข้าไปอยู่ในวังวนของสิ่งเสพติดและพฤติกรรมอันตราย
หลายครั้งที่เรามักจะโทษเด็กๆ ว่าใจแตกหรือเกเร แต่ในมุมมองทางการแพทย์และจิตวิทยา ปัญหานี้มักมีรากลึกกว่านั้น วัยรุ่นส่วนใหญ่หันไปพึ่งพาสิ่งเสพติดหรือพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การพนันออนไลน์ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือการแข่งรถในทางสาธารณะ เพราะพวกเขากำลังมองหาทางออกให้กับความเครียด ความกดดันจากเรื่องเรียน ครอบครัว หรือเพื่อน
สารเสพติดและพฤติกรรมตื่นเต้นเหล่านี้เข้าไปกระตุ้นสมองส่วนที่หลั่งสารแห่งความสุขอย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กๆ รู้สึกหลุดพ้นจากความทุกข์หรือความกังวลในช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันแลกมาด้วยการที่สมองถูกทำลายโครงสร้างทีละน้อย จนนำไปสู่การเสพติดทางกายและทางจิตใจในที่สุด
วิธีเข้าหาและพูดคุยกับลูกเมื่อเจอวิกฤตนี้
สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำเมื่อจับได้ว่าลูกเข้าไปพัวพันกับเรื่องเสี่ยง คือการตั้งสติให้มั่น การใช้อารมณ์ การด่าทอ หรือการลงโทษรุนแรง จะยิ่งผลักให้ลูกถอยห่างและปิดปากเงียบสนิท ลองเปลี่ยนวิธีเข้าหาด้วยแนวทางเหล่านี้
- เลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสม: อย่าคุยตอนที่ต่างฝ่ายต่างกำลังโมโห หรือตอนที่ลูกเพิ่งกลับมาจากข้างนอกในสภาพที่ไม่ปกติ
- ใช้คำถามปลายเปิดและรับฟังให้มาก: แทนที่จะเริ่มด้วยคำว่า ทำไมถึงทำแบบนี้ ให้เปลี่ยนเป็นแม่เป็นห่วงนะ ลูกกำลังเจอเรื่องเครียดอะไรอยู่หรือเปล่า ให้เขารู้สึกว่าเราพร้อมจะอยู่ข้างๆ ไม่ใช่พร้อมจะตัดสิน
- แยกแยะตัวตนออกจากพฤติกรรม: ทำให้ลูกรู้ว่าเราโกรธหรือเป็นห่วงพฤติกรรมที่เขาทำ แต่เรายังรักและพร้อมสนับสนุนตัวเขาเสมอ
เมื่อไหร่ที่ควรพาไปพบแพทย์เพื่อรับการบำบัดอย่างจริงจัง
การติดสารเสพติดหรือพฤติกรรมเสี่ยงบางประเภท ไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขได้ด้วยความรักในครอบครัวเพียงอย่างเดียว หากพบว่าลูกมีอาการขาดยา ร่างกายสั่นกระตุก มีอาการทางจิตประสาท หวาดระแวง หรือพยายามทำร้ายตัวเอง นี่คือภาวะวิกฤตที่ต้องอาศัยทีมแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น รวมถึงนักจิตวิทยาเข้ามาดูแลร่วมกัน
ปัจจุบันมีสถานบำบัดและโรงพยาบาลหลายแห่งที่มีคลินิกให้คำปรึกษาเฉพาะทางสำหรับวัยรุ่น โดยเน้นความลับและความเข้าใจ ไม่ใช่การมองว่าเป็นคดีความ การพามาพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เด็กๆ ได้รับการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมอย่างถูกวิธี พร้อมกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างปลอดภัย