เวลาลูกเล่นของเล่นชิ้นโปรด คุณหมอมักจะเห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ แต่รู้ไหมว่าเบื้องหลังเสียงหัวเราะเหล่านั้น สมองของลูกกำลังทำงานอย่างหนักหน่วงและเติบโตอย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียว
ในฐานะหมอเด็ก มักจะมีคุณพ่อคุณแม่มาปรึกษาที่ห้องตรวจอยู่บ่อยๆ ว่า ลูกวัยนี้ควรซื้อของเล่นเสริมพัฒนาการแบบไหนดี หรือต้องให้ลูกเรียนพิเศษอะไรตั้งแต่ยังเล็กเพื่อให้สมองไว คำตอบที่คุณหมอมักจะบอกเสมอคือ ไม่ต้องไปหาซื้อของเล่นราคาแพงหรือคอร์สเรียนหลักหมื่นหรอกครับ เพราะของเล่นที่ดีที่สุดและทรงพลังที่สุดสำหรับการเรียนรู้ของเด็กก็คือ ตัวของคุณพ่อคุณแม่เอง และกิจกรรมที่เรียกว่าการเล่นนี่แหละ
การเล่นสำคัญต่อพัฒนาการเด็กอย่างไร ทำไมหมอถึงเชียร์ให้เด็กๆ เล่นกันเยอะๆ
เวลาที่เราปล่อยให้เด็กได้เล่นอิสระ สมองส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์ การควบคุมอารมณ์ และการแก้ปัญหา จะถูกกระตุ้นให้ทำงานอย่างเต็มที่ การเล่นไม่ใช่แค่การฆ่าเวลาให้หมดไปวันๆ แต่มันคือการจำลองโลกความจริงเข้ามาให้เด็กได้ทดลองทำความเข้าใจ ผ่านการสัมผัส การล้มลุกคลุกคลาน และการใช้จินตนาการ
ถ้าเด็กไม่ได้เล่น หรือถูกจำกัดให้อยู่แต่หน้าจอโทรศัพท์มือถือ พัฒนาการรอบด้านทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ภาษา และการเข้าสังคม ก็อาจจะสะดุดลงได้ ดังนั้นการเล่นจึงเป็นเสมือนอาหารเสริมชั้นดีที่ขาดไม่ได้สำหรับสมองเด็กเล็ก
เลือกของเล่นและวิธีเล่นอย่างไรให้ตรงกับช่วงวัยของลูก
พัฒนาการของเด็กเติบโตเป็นขั้นเป็นตอน การเลือกรูปแบบการเล่นจึงต้องสอดคล้องกับความพร้อมของร่างกายและสมองในแต่ละช่วงอายุด้วย มาดูกันว่าวัยไหนควรเล่นอะไรถึงจะเหมาะสมที่สุด
ช่วงขวบปีแรก: เน้นใช้ประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหวร่างกาย
เด็กทารกจนถึงหนึ่งขวบเรียนรู้โลกผ่านการมอง การฟัง การคว้าจับ และการเอาเข้าปาก ของเล่นในวัยนี้จึงควรเป็นอะไรที่หยิบจับง่าย มีพื้นผิวสัมผัสที่หลากหลาย มีเสียงกรุ๊งกริ๊ง หรือเป็นบล็อกนิ่มๆ การที่คุณแม่นอนคุย ร้องเพลง หรือเล่นจ๊ะเอ๋กับลูก ก็เป็นการกระตุ้นเซลล์สมองและการสร้างสายใยประสาทที่ดีเยี่ยมแล้ว
วัยเตาะแตะหนึ่งถึงสามขวบ: ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่และการสำรวจสิ่งรอบตัว
วัยนี้กำลังซน เดินคล่อง วิ่งได้ และเริ่มปีนป่าย การเล่นที่เหมาะสมคือการให้เขาได้ขยับร่างกาย เช่น การวิ่งเล่นในสนามหญ้า การต่อบล็อกไม้สูงๆ แล้วทุบให้ล้ม หรือการเล่นบทบาทสมมติง่ายๆ เช่น ป้อนข้าวตุ๊กตา การเล่นเหล่านี้ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและฝึกการทำงานประสานกันระหว่างตากับมือ
วัยอนุบาลสามถึงหกขวบ: ส่งเสริมจินตนาการและการเข้าสังคมกับเพื่อน
เมื่อโตขึ้น เด็กๆ จะเริ่มมีความคิดสร้างสรรค์และชอบเล่นกับคนอื่น การเล่นขายของ เล่นบทบาทสมมติเป็นคุณหมอ ตำรวจ หรือการต่อเลโก้ตามจินตนาการ จะช่วยให้เขาเรียนรู้การรอคอย การแบ่งปัน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองเมื่อไม่ได้ดั่งใจ
ข้อควรระวังที่คุณพ่อคุณแม่มักเผลอทำโดยไม่รู้ตัวเวลาน ลูกเล่น
บางครั้งความหวังดีของผู้ใหญ่ก็อาจจะกลายเป็นกรอบที่ไปจำกัดการเรียนรู้ของเด็กได้เหมือนกัน มีข้อสังเกตง่ายๆ ที่คุณหมออยากฝากไว้เพื่อให้การเล่นของลูกได้ประโยชน์สูงสุด
- อย่าเข้าไปจัดระเบียบหรือสั่งสอนกติกามากเกินไป: ปล่อยให้ลูกได้คิดวิธีเล่นด้วยตัวเองบ้าง แม้ว่าจะเล่นผิดวิธีไปจากที่เราคิด ก็ถือเป็นการเรียนรู้ความต่างและการลองผิดลองถูก
- หลีกเลี่ยงการยื่นหน้าจอให้ลูกเล่นแทนของเล่นจริง: หน้าจอแท็บเล็ตให้ภาพที่เร็วเกินไป สมองเด็กเล็กยังไม่พร้อมที่จะประมวลผล ทำให้สมาธิสั้นและสื่อสารกับคนรอบข้างน้อยลง
- อย่าปล่อยให้ลูกเล่นคนเดียวตลอดเวลา: ถึงเด็กจะเล่นเองได้ แต่การที่มีคุณพ่อคุณแม่มาร่วมวงเล่นด้วย แม้เพียงสิบถึงสิบห้านาที ก็ช่วยสร้างความมั่นคงทางจิตใจและทำให้เด็กกล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากขึ้น
การกระตุ้นพัฒนาการผ่านการเล่นที่เหมาะสม ไม่ใช่เรื่องยากและไม่ต้องลงทุนสูงเลยครับ ขอแค่เพียงเวลา ความใส่ใจ และความเข้าใจในธรรมชาติของเด็กแต่ละช่วงวัย คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถปั้นลูกน้อยให้เติบโตเป็นเด็กที่ฉลาด อารมณ์ดี และมีความสุขได้ด้วยสองมือของเราเองครับ