ช่วงนี้เวลาตรวจคนไข้ที่คลินิก คุณพ่อคุณแม่มักจะมีความกังวลใจเป็นพิเศษเวลาที่ลูกน้อยไม่สบาย โดยเฉพาะบ้านไหนที่มีเจ้าตัวเล็กพ่วงตำแหน่งเด็กที่มีโรคประจำตัวติดตัวมาด้วย เวลาเจอไข้หวัดหรือเชื้อโรคระบาดทีไร หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็แทบจะสลาย เพราะเด็กกลุ่มนี้มักจะมีอาการรุนแรงและหายช้ากว่าเด็กทั่วไป วันนี้หมอเลยอยากมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่าลูกเราจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเด็กเล็กที่มีโรคประอะไรบ้าง และเราจะมีวิธีดูแลประคับประคองเขาอย่างไรให้ห่างไกลจากภาวะแทรกซ้อนที่น่ากลัว
ลูกเราเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงเด็กเล็กที่มีโรคประอะไรบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
เวลาพูดถึงกลุ่มเสี่ยงในเด็กเล็ก หมอมักจะนึกถึงโรคเรื้อรังหลัก ๆ ที่ระบบภูมิคุ้มกันหรืออวัยวะสำคัญของน้องยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ซึ่งโรคประจำตัวเหล่านี้คือตัวการสำคัญที่ทำให้ร่างกายรับมือกับเชื้อโรคได้ยากขึ้น หากลูกของท่านมีโรคเหล่านี้อยู่ ต้องถือว่าเป็นกลุ่มที่ต้องดูแลใกล้ชิดเป็นเงาตามตัว
โรคหอบหืดและโรคปอดเรื้อรังที่ต้องระวังลมหายใจทุกเฮือก
เด็กที่เป็นหอบหืดหรือมีความผิดปกติทางเดินหายใจ หลอดลมของน้องจะไวต่อสิ่งกระตุ้นมากเป็นพิเศษ เวลาเจอฝุ่น ควัน หรือแค่หวัดธรรมดา ก็อาจทำให้หลอดลมตีบเกร็ง หายใจมีเสียงวี๊ด และเหนื่อยหอบจนต้องพ่นยาหรือนอนโรงพยาบาลได้ง่าย ๆ
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดและปัญหาหัวใจ
น้องกลุ่มนี้หัวใจต้องทำงานหนักกว่าปกติอยู่แล้ว ยิ่งถ้าติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่หรือ RSV เข้าไป จะทำให้หัวใจทำงานล้มเหลวได้ง่าย ภาวะไข้สูงจะยิ่งเร่งอัตราการเต้นของหัวใจจนเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว
กลุ่มโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องและโรคเรื้อรังอื่น ๆ
รวมถึงเด็กที่ต้องกินยากดภูมิคุ้มกัน เด็กที่เป็นโรคไตเรื้อรัง หรือโรคโลหิตจางบางชนิด ร่างกายจะไม่ค่อยมีภูมิคุ้มกันไปสู้กับเชื้อโรคภายนอก ติดเชื้อง่ายและมักจะลุกลามลึกซึ้งกว่าเด็กคนอื่น ๆ เสมอ
วิธีสังเกตอาการเตือนภัย เมื่อลูกรักเริ่มมีอาการผิดปกติ
สำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยง การรอให้ป่วยหนักแล้วค่อยมาหาหมออาจจะช้าเกินไป คุณพ่อคุณแม่จึงต้องคอยสังเกตสัญญาณเตือนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ร่างกายของลูกพยายามส่งเสียงร้องออกมาให้ไวที่สุด
อาการทางระบบหายใจที่ต้องระวังให้ดี
ถ้าลูกเริ่มหายใจเร็วกว่าปกติ หายใจจนซี่โครงบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือริมฝีปากเริ่มมีสีคล้ำอมเขียว นั่นแปลว่าออกซิเจนในเลือดเริ่มต่ำแล้ว ห้ามรอดูอาการถึงพรุ่งนี้เด็ดขาด ต้องพามาพบแพทย์ทันที
ไข้สูงที่ไม่ยอมลงและซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
ไข้ที่สูงปรี๊ดแล้วไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้ หรือน้องมีอาการซึม ไม่ยอมเล่น ไม่ดื่มนม ปัสสาวะน้อยลงจนผ้าอ้อมแห้งสนิทหลายชั่วโมง แสดงว่าร่างกายเริ่มมีภาวะขาดน้ำและอาจมีการติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมด้วย
วิธีดูแลและป้องกันโรคสำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยงที่บ้าน
การป้องกันไม่ให้ลูกป่วยย่อมดีกว่าการรักษา เมื่อรู้ว่าลูกอยู่ในกลุ่มเสี่ยงแล้ว สิ่งที่เราทำได้คือการสร้างเกราะป้องกันให้แน่นหนาที่สุดเท่าที่จะทำได้
ฉีดวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันให้ครบตามกำหนด
วัคซีนคือโล่ป้องกันชั้นดีสำหรับเด็กกลุ่มนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี วัคซีนป้องกันโรคปอดบวม (IPD) หรือวัคซีนป้องกันเชื้อ RSV (ในเด็กเล็กที่เข้าเกณฑ์) การฉีดวัคซีนจะช่วยลดความรุนแรงของโรคลงได้อย่างมหาศาลหากน้องติดเชื้อขึ้นมาจริง ๆ
หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัดและคนป่วย
พยายามงดพาไปห้างสรรพสินค้าช่วงที่มีโรคระบาด ล้างมือบ่อย ๆ ทั้งตัวคุณพ่อคุณแม่และตัวน้องเอง คนในบ้านถ้าเริ่มมีอาการไอ จาม หรือเจ็บคอ แม้จะเล็กน้อย ก็ต้องใส่หน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่างจากน้องทันที
สัญญาณแบบไหนที่แปลว่าต้องรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลด่วน
หากน้องมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย แม้จะเป็นเวลากลางดึก ก็ไม่ควรลังเลที่จะรีบพาไปห้องฉุกเฉิน
- ชักเกร็ง หรือหมดสติไปชั่วขณะ
- อาพุ่งทุกครั้งที่กินน้ำหรือนม ท้องอืดแข็ง
- ซึมมากปลุกตื่นยาก หรือร้องกวนโยเยผิดปกติแบบไม่มีสาเหตุ
- เหนื่อยหอบจนพูดไม่เป็นประโยคหรือร้องไห้ไม่มีเสียง
การดูแลเด็กเล็กที่มีโรคประจำตัวอาจจะต้องเหนื่อยและละเอียดอ่อนกว่าปกติหลายเท่า แต่ถ้าเราเข้าใจโรค สังเกตอาการเป็น และรีบพามาหาหมอแต่เนิ่น ๆ ลูกก็จะสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรงปลอดภัยไม่แพ้เด็กคนอื่น ๆ เลยครับ