หมอเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนต้องเคยผ่านช่วงเวลาที่รู้สึกหมดพลัง พลังงานหมดหลอดจากการรับมือกับเสียงกรีดร้อง อาการนอนดิ้นเร่าๆ บนพื้นห้างสรรพสินค้า หรือพฤติกรรมต่อต้านไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมนอนของเจ้าตัวเล็ก ในฐานะหมอเด็กและคนเป็นพ่อแม่ หลายครั้งเรามักจะเผลอใช้วิธีการดุด่า ลงโทษ หรือแม้กระทั่งการตีเพื่อหยุดพฤติกรรมเหล่านั้นทันที เพราะมันเป็นวิธีที่เร็วที่สุด แต่ในระยะยาว วิธีเหล่านี้มักทิ้งบาดแผลในใจและทำให้พฤติกรรมเหล่านั้นกลับมาฉายซ้ำเรื่อยๆ
การปรับเปลี่ยนมุมมองมาใช้ แนวทางการจัดการพฤติกรรมเชิงบวก จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราเลี้ยงลูกได้อย่างมีความสุขขึ้น ช่วยสร้างวินัยที่ยั่งยืน และที่สำคัญที่สุดคือช่วยรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างเรากับลูกไว้ได้ในระยะยาว
จากดุด่าสู่ความเข้าใจ: ทำไมวินัยเชิงบวกถึงได้ผลดีกว่าในระยะยาว?
หลายคนเข้าใจผิดว่าการจัดการพฤติกรรมเชิงบวกคือการสปอยล์ลูก หรือการยอมตามใจทุกอย่างเพื่อให้ลูกหยุดร้องไห้ แต่ในความเป็นจริงทางการแพทย์และจิตวิทยาเด็ก วินัยเชิงบวกคือการสอนให้เด็กรู้จักขอบเขตและควบคุมตัวเองผ่านความรัก ความเข้าใจ และความสม่ำเสมอ
เมื่อเราลงโทษลูกด้วยความรุนแรงหรืออารมณ์ สมองส่วนอารมณ์ของเด็กจะทำงานด้วยความกลัว ระบบประสาทจะเข้าสู่โหมดสู้หรือหนี ทำให้เขาไม่สามารถเรียนรู้เหตุผลที่แท้จริงได้ว่าทำไมพฤติกรรมนั้นถึงไม่ควรทำ แต่เมื่อเราใช้แนวทางเชิงบวก สมองส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่คิดวิเคราะห์และควบคุมอารมณ์จะค่อยๆ พัฒนาขึ้น ทำให้เด็กเติบโตไปเป็นคนที่รู้จักคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยความกลัวหรือการใช้กำลัง
4 ขั้นตอนง่ายๆ เริ่มต้นปรับพฤติกรรมลูกด้วยวิธีเชิงบวก
การปรับพฤติกรรมไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นผลได้ในข้ามคืน แต่หากทำอย่างสม่ำเสมอตามขั้นตอนเหล่านี้ พ่อแม่จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
1. ชื่นชมให้ถูกจุดเมื่อลูกทำดี
แทนที่จะพุ่งเป้าไปที่การจับผิดเมื่อลูกทำตัวไม่น่ารัก ให้เปลี่ยนมาจับถูกเมื่อลูกทำดี แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น การเก็บของเล่นเอง หรือการแบ่งขนมให้พี่น้อง แทนที่จะชมกว้างๆ ว่า "เก่งมาก" ให้ระบุพฤติกรรมนั้นอย่างเจาะจง เช่น "แม่ภูมิใจมากเลยที่เห็นหนูเก็บของเล่นเข้าที่หลังจากเล่นเสร็จ" การชมแบบนี้จะช่วยให้เด็กรับรู้ว่าพฤติกรรมแบบไหนที่ถูกต้องและอยากทำซ้ำอีก
2. เปลี่ยนคำสั่งห้าม เป็นการบอกสิ่งที่อยากให้ทำ
สมองของเด็กเล็กมักจะไม่กรองคำปฏิเสธ เช่น เมื่อเราพูดว่า "ห้ามวิ่ง" สมองของเขาจะประมวลผลคำว่า "วิ่ง" ก่อน แล้วจึงตามด้วยการกระทำ ลองเปลี่ยนคำพูดใหม่ให้ชัดเจนและเป็นเชิงบวกมากขึ้น เช่น เปลี่ยนจาก "อย่าเสียงดัง" เป็น "ใช้เสียงกระซิบกันนะ" หรือเปลี่ยนจาก "ห้ามปาของ" เป็น "วางของเล่นลงเบาๆ บนพื้น" วิธีนี้ช่วยลดการเผชิญหน้าและบอกทางออกที่ชัดเจนให้กับเด็ก
3. ตั้งกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ
กฎในบ้านควรสั้น กระชับ และเข้าใจง่ายสำหรับวัยของเขา เช่น ก่อนกินข้าวต้องล้างมือ หรือเล่นเสร็จแล้วต้องเก็บ สิ่งสำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอ หากวันนี้เรายอมให้ละเลยกฎ วันหน้าเมื่อเราเข้มงวด เด็กจะเกิดความสับสนและต่อต้าน การรักษากฎอย่างสงบและหนักแน่นจะช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นคงเพราะรู้ว่าขอบเขตของตัวเองอยู่ตรงไหน
4. ควบคุมอารมณ์ตัวเองก่อนเข้าไปจัดการลูก
สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุดสำหรับคนเป็นพ่อแม่ เมื่อลูกอาละวาด อารมณ์ของเรามักจะพุ่งสูงตามไปด้วย หากเราเข้าไปจัดการลูกด้วยอารมณ์โกรธ สถานการณ์จะยิ่งแย่ลง หมอแนะนำให้สูดหายใจเข้าลึกๆ หากรู้สึกว่าไม่ไหว ให้พาตัวเองออกมาตั้งหลักสักครู่จนกว่าจะสงบลง แล้วจึงเข้าไปคุยกับลูกด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่หนักแน่น การควบคุมอารมณ์ของพ่อแม่คือการสอนวิธีจัดการอารมณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกผ่านการกระทำ
เมื่อลูกอาละวาดหนัก พ่อแม่ควรรับมืออย่างไรต่อหน้าคนอื่น?
พฤติกรรมอาละวาดในที่สาธารณะมักทำให้พ่อแม่รู้สึกกดดันและอับอาย จนนำไปสู่การดุหรือยอมตามใจเพื่อตัดปัญหา วิธีการรับมือที่หมออยากแนะนำคือการเพิกเฉยต่อสายตารอบข้าง แล้วมุ่งความสนใจไปที่ลูกเพียงอย่างเดียว
พาตัวลูกออกจากสถานการณ์ตรงนั้นไปยังมุมที่สงบ โอบกอดเขาหากเขา ยอมรับในอารมณ์ของเขาโดยพูดว่า "แม่รู้ว่าหนูกำลังโกรธ/เสียใจ" รอจนกระทั่งอารมณ์ของลูกสงบลงอย่างแท้จริง จึงค่อยอธิบายด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่าทำไมเขาถึงไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการในตอนนั้น การทำแบบนี้บ่อยๆ จะช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่าการร้องไห้อาละวาดไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือต่อรองได้
สัญญาณเตือนที่บอกว่า ถึงเวลาต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
แม้ว่าเราจะพยายามใช้แนวทางเชิงบวกอย่างเต็มที่แล้ว แต่ในบางครั้ง พฤติกรรมของลูกอาจจะเกินกว่าที่เราจะรับมือได้คนเดียว พ่อแม่ควรสังเกตสัญญาณเตือนต่อไปนี้ ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าควรพาพฤติกรรมของลูกมาปรึกษาหมอเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก:
- พฤติกรรมก้าวร้าวที่เป็นอันตรายต่อตนเอง ผู้อื่น หรือสิ่งของอย่างรุนแรง
- พฤติกรรมต่อต้านรุนแรงจนกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น ไม่ยอมไปโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง
- ลูกดูเศร้าหมอง วิตกกังวล หรือเก็บตัวผิดปกติ
- ความสัมพันธ์ในครอบครัวตึงเครียดมากจนพ่อแม่รู้สึกหมดพลังหรือซึมเศร้า
การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของลูก และได้รับการช่วยเหลือที่ตรงจุดเพื่อความสุขของทุกคนในครอบครัว