หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ชวนอึดอัดเวลาเข้าห้องน้ำ ปวดปัสสาวะบ่อยแต่พอไปยืนหน้าโถกลับออกทีละหยดแถมยังมีอาการแสบขัดช่วงปลายท่อปัสสาวะ อาการเหล่านี้มักไม่ใช่เรื่องไกลตัวและเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่ากำลังเผชิญกับภาวะท่อปัสสาวะอักเสบอยู่ ซึ่งสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้ชีวิตประจำวันไม่น้อยเลยทีเดียว
ภาวะท่อปัสสาวะอักเสบ คืออะไรและเกิดจากอะไรได้บ้าง
พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด ภาวะท่อปัสสาวะอักเสบ คือการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณท่อทางเดินปัสสาวะส่วนปลาย ซึ่งเป็นท่อที่ทำหน้าที่ลำเลียงปัสสาวะจากกระเพาะปัสสาวะออกสู่ภายนอกร่างกาย ต้นเหตุหลักมักหนีไม่พ้นเจ้าเชื้อโรคตัวร้าย ทั้งแบคทีเรียที่มาจากบริเวณรอบอวัยวะเพศหรือทวารหนักเล็ดลอดเข้าไปข้างใน หรือในบางกรณีก็อาจเกิดจากการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ การระคายเคืองจากสารเคมีในสบู่ โลชั่น หรือแม้แต่การใส่สายสวนปัสสาวะ
สังเกตตัวเองด่วน อาการแบบนี้ใช่แน่หรือเปล่า
เวลาตรวจคนไข้ในห้องตรวจ หลายคนมักมาด้วยอาการคล้ายคลึงกัน ลองเช็กดูว่าอาการเหล่านี้กำลังรบกวนชีวิตเราอยู่หรือไม่
- แสบขัดตอนสุด: รู้สึกแสบร้อนบริเวณท่อปัสสาวะในจังหวะที่ปัสสาวะใกล้จะหมด
- ปวดปัสสาวะถี่: รู้สึกปวดอยากเข้าห้องน้ำบ่อยครั้ง แต่แต่ละครั้งที่เบ่งกลับมีปริมาณปัสสาวะออกมาน้อยนิด
- ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นแรง: สีของปัสสาวะเปลี่ยนไป อาจมีความขุ่น หรือบางทีอาจมีเลือดปนออกมาจางๆ
- มีสิ่งผิดปกติ: ในบางรายที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ อาจสังเกตเห็นมีมูกหรือหนองไหลซึมออกมาจากท่อปัสสาวะในช่วงเช้า
ความแตกต่างระหว่างท่อปัสสาวะอักเสบกับกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
หลายคนมักสับสนระหว่างสองโรคนี้เพราะอาการใกล้เคียงกันมาก จุดสังเกตง่ายๆ คือ ถ้าเป็นภาวะท่อปัสสาวะอักเสบ อาการเด่นจะอยู่ที่ความแสบขัดบริเวณท่อปัสสาวะตอนปล่อยออก และมักมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อจากการสัมผัสหรือเพศสัมพันธ์ แต่ถ้าเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ อาการปวดมักจะกระจายอยู่บริเวณท้องน้อย หน่วงๆ และรู้สึกเหมือนปัสสาวะไม่สุดตลอดเวลา แม้ว่าทั้งสองอย่างนี้จะมีความเกี่ยวข้องกันได้เพราะเชื้อโรคอาจลุกลามถึงกัน แต่การแยกแยะเบื้องต้นช่วยให้เข้าใจต้นตอของปัญหาได้ดีขึ้น
เมื่อไหร่ที่ปล่อยไว้ไม่ได้ต้องรีบมาพบแพทย์
อาการระคายเคืองเล็กน้อยบางครั้งอาจบรรเทาได้ด้วยการดื่มน้ำเปล่ามากๆ แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาดเพราะเชื้ออาจลุกลามขึ้นไปถึงไต
- มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมด้วย
- ปวดหลังส่วนล่างหรือปวดเอวอย่างรุนแรง
- มีอาการคลื่นไส้อาเจียน
- อาการแสบขัดไม่ดีขึ้นเลยภายใน 2 ถึง 3 วัน หรือมีเลือดปนในปัสสาวะชัดเจน
วิธีรักษาและการดูแลตัวเองเมื่อเป็นท่อปัสสาวะอักเสบ
แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัย ซึ่งอาจรวมถึงการตรวจปัสสาวะเพื่อหาเชื้อแบคทีเรียหรือเม็ดเลือดขาว หากพบว่าเกิดจากแบคทีเรีย การกินยาปฏิชีวนะให้ครบตามกำหนดคือสิ่งสำคัญที่สุด ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาดแม้ว่าอาการจะหายดีแล้วก็ตาม นอกจากนี้การดูแลตัวเองที่บ้านก็ช่วยให้ฟื้นตัวไวขึ้น
- ดื่มน้ำเปล่าสะอาดให้มากๆ: เพื่อช่วยขับแบคทีเรียและเจือจางความเข้มข้นของปัสสาวะ ลดอาการแสบร้อนเวลาเข้าห้องน้ำ
- งั้นการกลั้นปัสสาวะ: การกลั้นไว้นานๆ เปิดโอกาสให้แบคทีเรียแบ่งตัวได้ดีขึ้น ปวดเมื่อไหร่ต้องรีบเข้าห้องน้ำทันที
- หลีกเลี่ยงสารเคมีระคายเคือง: งดใช้สบู่ที่มีน้ำหอมแรงๆ สเปรย์ระงับกลิ่นกาย หรือสวนล้างจุดซ่อนเร้นในช่วงที่มีอาการ
- งดกิจกรรมทางเพศชั่วคราว: จนกว่าจะรักษาหายสนิทเพื่อป้องกันการระคายเคืองซ้ำซ้อนและการแพร่เชื้อ
การป้องกันเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
โรคนี้หากเป็นแล้วมีโอกาสกลับมาเป็นอีกได้ถ้าพฤติกรรมการใช้ชีวิตยังเหมือนเดิม การป้องกันที่ดีที่สุดคือการรักษาความสะอาดอย่างถูกวิธี สำหรับผู้หญิงควรเช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลังทุกครั้งหลังขับถ่ายเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคจากทวารหนักเข้ามาใกล้ท่อปัสสาวะ และการดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวันยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยล้างระบบทางเดินปัสสาวะให้สะอาดอยู่เสมอ