หลายคนที่เดินเข้ามาปรึกษาหมอที่คลินิกด้วยอาการประจำเดือนขาด มักมาพร้อมกับความกังวลใจ บางคนลองซื้อชุดตรวจจากร้านขายยามาทดสอบเองแล้วเห็นขีดขึ้นจางๆ จนไม่แน่ใจว่ากำลังท้องจริงหรือไม่ หรือบางคนก็ยังสับสนว่าการตรวจปัสสาวะกับการตรวจเลือดให้ผลต่างกันอย่างไร การตรวจการตั้งครรภ์แบบเชิงคุณภาพ คือขั้นตอนแรกที่ช่วยไขข้อข้องใจนี้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำที่สุด
การตรวจการตั้งครรภ์แบบเชิงคุณภาพ คืออะไร ต่างจากแบบอื่นอย่างไร?
การตรวจการตั้งครรภ์แบบเชิงคุณภาพ หรือ Qualitative Pregnancy Test คือการทดสอบทางการแพทย์เพื่อหาคำตอบแบบตรงไปตรงมาว่า ท้อง หรือ ไม่ท้อง โดยเปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนการเปิด-ปิดไฟ ซึ่งผลลัพธ์จะออกมาเพียงแค่สองอย่างคือ ผลเป็นบวก (ติดตัวอ่อน/ตั้งครรภ์) หรือ ผลเป็นลบ (ไม่ตั้งครรภ์)
การตรวจประเภทนี้จะแตกต่างจากการตรวจแบบเชิงปริมาณ (Quantitative Test) ตรงที่แบบเชิงคุณภาพไม่ได้ระบุตัวเลขว่ามีปริมาณฮอร์โมนอยู่เท่าไหร่ หรือไม่ได้บอกว่าอายุครรภ์กี่สัปดาห์แล้ว แต่จะทำหน้าที่เป็นเกราะกรองขั้นแรกว่ามีฮอร์โมนการตั้งครรภ์สูงเกินกว่าจุดที่เครื่องมือจะตรวจจับได้แล้วหรือยัง
ทำความเข้าใจกลไก: ฮอร์โมน hCG บอกเราได้อย่างไรว่ากำลังอุ้มท้อง?
หลักการทำงานของการตรวจการตั้งครรภ์แบบเชิงคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจากปัสสาวะหรือการเจาะเลือด คือการตรวจหาฮอร์โมนที่มีชื่อว่า human Chorionic Gonadotropin หรือ hCG
ฮอร์โมนชนิดนี้จะถูกสร้างขึ้นจากเซลล์ที่จะพัฒนาไปเป็นรก หลังจากที่ไข่ซึ่งผสมกับอสุจิแล้วเคลื่อนตัวไปฝังตัวที่ผนังมดลูก โดยระดับฮอร์โมน hCG จะเริ่มสร้างขึ้นและเพิ่มปริมาณเป็นสองเท่าในทุกๆ 48-72 ชั่วโมงในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ เมื่อระดับฮอร์โมนสะสมในร่างกายมากพอ ตัวทำปฏิกิริยาในชุดตรวจก็จะจับสัญญาณและแสดงผลให้เราเห็น
ตรวจปัสสาวะกับตรวจเลือดแบบเชิงคุณภาพ เลือกแบบไหนดี?
หมอมักถูกถามเสมอว่าควรเลือกตรวจแบบไหนดี ซึ่งทั้งสองวิธีมีจุดเด่นและช่วงเวลาที่เหมาะสมต่างกัน
- การตรวจจากปัสสาวะ (Urine Pregnancy Test): เป็นวิธีที่นิยมที่สุดเพราะสะดวก ทำได้เองที่บ้าน หาซื้อง่ายตามร้านขายยา ชุดตรวจส่วนใหญ่จะตั้งค่าความไวในการตรวจจับฮอร์โมน hCG ไว้ที่ระดับประมาณ 20-25 mIU/mL ซึ่งเพียงพอที่จะให้ผลแม่นยำหลังประจำเดือนขาดไปแล้ว 1-2 วัน
- การตรวจจากเลือด (Blood Qualitative Test): วิธีนี้ต้องทำในคลินิกหรือโรงพยาบาล ข้อดีคือมีความไวสูงกว่าการตรวจปัสสาวะ สามารถตรวจพบฮอร์โมน hCG ได้แม้จะอยู่ในระดับต่ำมาก (ประมาณ 5-10 mIU/mL) ทำให้ทราบผลได้เร็วกว่าการตรวจปัสสาวะประมาณ 2-3 วัน เหมาะสำหรับผู้ที่ทำกิฟต์ หรือผู้ที่ต้องการทราบผลเร่งด่วน
ช่วงเวลาไหนที่ควรตรวจ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด?
การตรวจเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดผลลัพธ์ลวงได้ หากตรวจในช่วงที่ไข่พึ่งฝังตัว ปริมาณฮอร์โมน hCG ในร่างกายอาจจะยังต่ำเกินกว่าที่ชุดตรวจจะตรวจพบ ทำให้ผลออกมาเป็นลบทั้งที่จริงแล้วเริ่มมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น
หมอแนะนำให้ตรวจในบทสรุปช่วงเวลาต่อไปนี้:
- กรณีตรวจปัสสาวะ: ควรอ่านผลหลังจากประจำเดือนขาดไปแล้วอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หรือหากตื่นเต้นอยากรู้เร็ว อย่างน้อยที่สุดควรรอให้ถึงวันที่ประจำเดือนควรจะมาตามรอบปกติ
- กรณีตรวจเลือด: สามารถตรวจได้หลังการตกไข่หรือหลังมีเพศสัมพันธ์ที่มีโอกาสปฏิสนธิประมาณ 10-12 วัน
- เทคนิคสำคัญสำหรับการตรวจปัสสาวะ: ควรใช้ปัสสาวะแรกหลังตื่นนอนตอนเช้า เพราะเป็นช่วงที่ปัสสาวะมีความเข้มข้นของฮอร์โมน hCG สูงที่สุดตลอดวัน หากตรวจระหว่างวันแล้วดื่มน้ำเยอะ ปัสสาวะที่เจือจางอาจทำให้ฮอร์โมนถูกลดทอนจนตรวจไม่พบ
วิธีอ่านผลตรวจ และวิธีรับมือเมื่อเจอ "ขีดจางๆ" ที่ชวนสับสน
บนชุดตรวจปัสสาวะจะมีแถบแสดงผล 2 ตำแหน่ง คือ แถบควบคุม (Control Line หรือ C) และ แถบทดสอบ (Test Line หรือ T)
- ผลเป็นลบ (ไม่ตั้งครรภ์): ขึ้น 1 ขีดที่ตำแหน่ง C เท่านั้น
- ผลเป็นบวก (ตั้งครรภ์): ขึ้น 2 ขีด ทั้งที่ตำแหน่ง C และ T
- ผลใช้งานไม่ได้: ไม่ขึ้นขีดใดๆ เลย หรือขึ้นเฉพาะแถบ T แต่ไม่ขึ้นแถบ C แปลว่าชุดตรวจชำรุด
ปัญหาที่คนไข้มาปรึกษาหมอบ่อยที่สุดคือ "ขึ้นขีดที่สองจางมากๆ จนต้องเพ่งมอง" กรณีนี้มักเกิดจาก 3 สาเหตุหลัก คือ เป็นการตั้งครรภ์ระยะเริ่มต้นมากๆ ฮอร์โมนจึงยังน้อย, ดื่มน้ำมากเกินไปก่อนตรวจจนปัสสาวะเจือจาง, หรืออ่านผลเกินเวลาที่กำหนด (แถบระเหยของน้ำทำให้เห็นเป็นรอยจาง)
คำแนะนำของหมอคือ หากเจอขีดจาง ให้รออีก 2-3 วันแล้วลองตรวจใหม่อีกครั้งในตอนเช้าด้วยชุดตรวจยี่ห้อใหม่ หากมีการตั้งครรภ์จริง ขีดที่สองจะเข้มขึ้นอย่างชัดเจนตามระดับฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้น
ผลตรวจขึ้นสองขีดแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อในขั้นตอนต่อไป?
เมื่อการตรวจการตั้งครรภ์แบบเชิงคุณภาพให้ผลเป็นบวก สิ่งแรกที่ควรทำคือการนัดหมายเข้าพบแพทย์เพื่อเริ่มต้นการดูแลสุขภาพทั้งแม่และลูกในครรภ์
หมอจะทำการซักประวัติ ประเมินวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย เพื่อคำนวณอายุครรภ์ และอาจพิจารณาทำอัลตราซาวนด์เพื่อยืนยันว่าถุงการตั้งครรภ์อยู่ภายในมดลูกอย่างปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงการเจาะเลือดตรวจการตั้งครรภ์แบบเชิงปริมาณในบางกรณี เพื่อติดตามการเติบโตของฮอร์โมนอย่างใกล้ชิด การเริ่มต้นฝากครรภ์เร็วจะช่วยให้คุณแม่ได้รับคำแนะนำด้านโภชนาการ วิตามินบำรุง และการปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องตั้งแต่วันแรกๆ ของการอุ้มท้อง