ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

คนไข้หลายคนที่เดินเข้ามาหาหมอด้วยอาการปวดท้องเรื้อรัง มักจะผ่านการตรวจร่างกายมาสารพัดอย่าง ทั้งการส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร ตรวจเลือด หรือแม้แต่อัลตราซาวด์ช่องท้อง แต่ผลตรวจกลับออกมาปกติทุกอย่าง ทว่าอาการปวดมวนท้อง ท้องอืด ท้องผูกสลับท้องเสียกลับไม่เคยหายไปไหน สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเอง แต่มันคือปฏิกิริยาตอบสนองทางร่างกายที่เกิดขึ้นจริง โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากความเครียดที่สะสมอยู่ในใจแบบที่เราอาจไม่รู้ตัว

ทำไมสมองเครียด แต่ท้องกลับร้องประท้วง? เจาะลึกความเชื่อมโยงระหว่างลำไส้และสมอง

ในทางการแพทย์เรามีคำศัพท์ที่เรียกว่า แกนสมองและลำไส้ (Gut-Brain Axis) ซึ่งอธิบายถึงเส้นประสาทนับล้านเส้นที่เชื่อมต่อโดยตรงระหว่างสมองและระบบทางเดินอาหาร ลำไส้ของเราจึงเปรียบเสมือนสมองส่วนที่สองของร่างกาย เมื่อเรามีความเครียด สมองจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด เช่น คอร์ติซอล (Cortisol) และอะดรีนาลิน (Adrenaline) ออกมา ฮอร์โมนเหล่านี้จะส่งสัญญาณไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้การทำงานของลำไส้แปรปรวนทันที

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ลำไส้จะบีบตัวเร็วขึ้นจนเกิดอาการปวดเกร็งและท้องเสีย หรือในบางรายอาจบีบตัวช้าลงจนเกิดอาการท้องอืดและท้องผูก นอกจากนี้ ความเครียดยังทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงระบบย่อยอาหารน้อยลง ส่งผลให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดมากขึ้น และทำให้ผนังลำไส้ไวต่อความรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าปกติ

สังเกตสัญญาณเตือน: อาการทางกายจากความเครียดเช่นปวดท้องและอาการร่วมอื่นๆ

หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า ความเครียดไม่ได้แสดงออกแค่เพียงความรู้สึกวิตกกังวลหรือนอนไม่หลับเท่านั้น แต่ยังแสดงออกผ่านทางร่างกายได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ อาการทางกายจากความเครียดเช่นปวดท้องเรื้อรัง ท้องอืด แน่นท้อง ท้องผูกสลับท้องเสีย ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่พบได้บ่อยที่สุด นอกจากนี้ยังมีอาการร่วมอื่นๆ ทางกายที่มักเกิดขึ้นพร้อมกันเมื่อร่างกายเผชิญกับความเครียดสะสม ดังนี้

  • กล้ามเนื้อบริเวณบ่า คอ และหลังตึงเกร็งจนลามไปเป็นอาการปวดหัวตื้อๆ หรือไมเกรน
  • ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หรือรู้สึกอึดอัดหายใจไม่อิ่มเป็นพักๆ
  • อ่อนเพลียเรื้อรัง รู้สึกหมดพลัง และนอนหลับไม่สนิทแม้จะเหนื่อยล้ามาทั้งวัน
  • ระบบภูมิคุ้มกันทำงานลดลง ทำให้เป็นหวัดง่าย หรือมีผื่นแพ้ผิวหนังกำเริบ

จะรู้ได้อย่างไรว่าอาการปวดท้องนี้มาจากความเครียด หรือเป็นโรคทางกายจริงๆ?

หมอมักแนะนำให้คนไข้เริ่มสังเกตตัวเองก่อนว่า อาการปวดท้องนั้นสัมพันธ์กับช่วงเวลาที่มีเรื่องกดดัน มีเรื่องให้คิดมาก หรือช่วงที่พักผ่อนน้อยหรือไม่ หากอาการปวดมักจะมาๆ หายๆ ตามจังหวะชีวิตที่วุ่นวาย ก็มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นอาการปวดท้องจากความเครียด อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องแยกแยะอาการนี้ออกจากโรคทางเดินอาหารที่รุนแรงอื่นๆ โดยสังเกตจากสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที ดังนี้

  • น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการคุมอาหารหรือออกกำลังกายอย่างหักโหม
  • มีไข้ต่ำๆ หรือมีอาการปวดท้องรุนแรงจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก
  • ระบบขับถ่ายมีความผิดปกติชัดเจน เช่น ถ่ายมีเลือดปน หรืออุจจาระมีสีดำสนิท
  • มีภาวะซีด อ่อนเพลีย ตัวเหลืองตาเหลือง
  • อาการปวดท้องเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และไม่ทุเลาลงเลยแม้จะปรับพฤติกรรมแล้ว

วิธีรับมือและกู้คืนสมดุลให้ร่างกายเมื่อเกิดอาการปวดท้องจากความเครียด

การรักษาอาการปวดท้องเรื้อรังที่เกิดจากความเครียด ไม่สามารถหายขาดได้ด้วยการกินยาลดกรดหรือยาแก้ปวดท้องเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจควบคู่กันไปเพื่อตัดวงจรความเครียดเหล่านั้น

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อลดการระคายเคืองของลำไส้

หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของมัน ของทอด และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นลำไส้ที่กำลังไวต่อสิ่งเร้าให้เกิดการระคายเคืองและบีบตัวผิดปกติมากขึ้น ควรเน้นการกินอาหารที่ย่อยง่าย รสอ่อน และกินให้ตรงเวลาในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ไม่รีบร้อน

ฝึกหายใจแบบช้าและลึกเพื่อส่งสัญญาณให้ระบบประสาทผ่อนคลาย

ในเวลาที่เครียด เรามักจะหายใจตื้นและเร็วโดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะยิ่งกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติกลุ่มที่ตื่นตัวให้ทำงานหนัก ลองฝึกหายใจเข้าลึกๆ ให้ท้องพองออก และหายใจออกยาวๆ ให้ท้องยุบลงช้าๆ วันละ 5-10 นาที วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทส่วนที่ทำหน้าที่ผ่อนคลาย ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ และทำให้ลำไส้ทำงานได้เป็นปกติขึ้น

ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อขับไล่ฮอร์โมนความเครียด

การขยับร่างกายเบาๆ เช่น การเดินเร็ว โยคะ หรือการว่ายน้ำ อย่างน้อยวันละ 30 นาที ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกาย และกระตุ้นการหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขตามธรรมชาติ ช่วยลดอาการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อและลำไส้ได้อย่างดี

ปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาช่วยปรับสมดุลในกรณีที่อาการส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

หากปรับพฤติกรรมด้วยตัวเองแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น การเข้าพบแพทย์เพื่อรับการรักษาเพิ่มเติมเป็นทางออกที่ดี แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาปรับการทำงานของลำไส้ หรือในบางรายอาจใช้ยาช่วยปรับสารสื่อประสาทในสมองและลำไส้ในปริมาณต่ำ ซึ่งจะช่วยลดความไวต่อความรู้สึกปวดของลำไส้และช่วยปรับสภาวะอารมณ์ให้คงที่ขึ้น

ร่างกายและจิตใจของเราไม่ใช่ส่วนที่แยกจากกัน เมื่อใจต้องแบกรับภาระที่หนักเกินไป ร่างกายจึงต้องทำหน้าที่ส่งสัญญาณเตือนออกมาในรูปแบบของอาการเจ็บป่วย หากกำลังเผชิญกับอาการปวดท้องเรื้อรังที่หาสาเหตุไม่พบ ลองหันกลับมาสำรวจสภาพจิตใจของตัวเอง ให้เวลาร่างกายได้พักผ่อนอย่างแท้จริง และหากรู้สึกว่าจัดการได้ยาก การเดินเข้ามาปรึกษาแพทย์ก็เป็นก้าวแรกที่ดีในการเริ่มต้นดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down