ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

มีคนไข้หลายคนที่เดินเข้ามาหาหมอด้วยอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงซ้าย ปวดตื้อๆ บ้าง ปวดบีบๆ บ้าง เป็นต่อเนื่องกันมานานหลายเดือน บางคนผ่านการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร ตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง หรือแม้กระทั่งเจาะเลือดหาความผิดปกติมาแล้วหลายครั้ง ผลการตรวจทุกอย่างกลับออกมาปกติดี ทานยาลดกรดหรือยาเคลือบกระเพาะจนหมดไปหลายแผงแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น จนเริ่มถอดใจและกังวลไปต่างๆ นานาว่าตัวเองกำลังเป็นโรคร้ายแรงที่ตรวจไม่เจอหรือเปล่า

ในความเป็นจริงแล้ว อาการเจ็บป่วยทางกายที่รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายขาด อาจไม่ได้มีจุดเริ่มต้นมาจากความผิดปกติของอวัยวะส่วนนั้นโดยตรง แต่เกิดจากระบบประสาทและสมองที่กำลังเผชิญกับความเครียดสะสม จนแสดงออกมาเป็นสัญญาณเตือนทางร่างกาย

เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: เมื่อคนไข้ปวดท้องเรื้อรัง แต่ตรวจร่างกายแล้วปกติทุกอย่าง

หมอมักจะเจอคนไข้กลุ่มนี้บ่อยมาก ซึ่งทางการแพทย์มักจะเรียกกลุ่มอาการนี้ว่า Functional Dyspepsia หรือโรคอาหารไม่ย่อยที่ไม่มีสาเหตุทางกายภาพที่แน่ชัด คนไข้มักมีอาการจุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด หรือปวดมวนท้องเป็นประจำ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์กดดัน เช่น ช่วงสอบ ช่วงประเมินผลงาน หรือช่วงที่มีปัญหาครอบครัว

เมื่อเราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล (Cortisol) และอะดรีนาลีน (Adrenaline) ออกมา ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการทำงานของร่างกาย โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดมากขึ้น ลำไส้บีบตัวผิดปกติ และทำให้ไวต่อความรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าคนทั่วไป แม้จะมีแก๊สในกระเพาะเพียงเล็กน้อยก็อาจรู้สึกปวดเกร็งอย่างรุนแรงได้

สมองกับลำไส้เชื่อมต่อกันอย่างไร ทำไมความเครียดถึงส่งผลลงกระเพาะ

หลายคนอาจสงสัยว่า ความคิดและความรู้สึกที่อยู่ในหัว สมองจะส่งผ่านลงมาทำให้เราปวดท้องได้อย่างไร คำตอบอยู่ที่ระบบการทำงานร่วมกันที่เป็นหนึ่งเดียวของร่างกายเรา

เส้นประสาทคู่ที่สิบและการสื่อสารสองทิศทาง

ร่างกายของเรามีเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 หรือที่เรียกว่า เส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนสายเคเบิลใยแก้วนำแสงขนาดใหญ่ เชื่อมต่อสัญญาณโดยตรงจากสมองลงไปยังระบบทางเดินอาหาร ลำไส้จึงได้ชื่อว่าเป็น สมองที่สอง (The Second Brain) ของร่างกาย เนื่องจากมีเซลล์ประสาทอยู่หนาแน่นมาก และยังเป็นแหล่งผลิตสารสื่อประสาทซีโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งควบคุมอารมณ์ความรู้สึกถึงร้อยละ 90 ของร่างกาย

เมื่อสมองรับรู้ถึงความเครียด ความวิตกกังวล หรือความกลัว สัญญาณประสาทจะถูกส่งตรงลงไปที่ลำไส้ทันที ส่งผลให้เกิดอาการหดตัวของกล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้การย่อยอาหารหยุดชะงัก หรือทำงานแปรปรวนไปจากเดิม

วิธีสังเกตอาการทางกายจากความเครียดเช่นปวดท้องเรื้อรัง และสัญญาณเตือนอื่นๆ

หากกำลังเผชิญกับความทรมานจากอาการป่วยที่หาสาเหตุไม่ได้ ลองมาเช็กตัวเองดูกันหน่อยว่ากำลังมีสัญญาณเตือนเหล่านี้อยู่หรือไม่ ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นลักษณะเด่นของ อาการทางกายจากความเครียดเช่นปวดท้องเรื้อรัง ที่มักจะแสดงออกมาชัดเจนเมื่อจิตใจเริ่มรับมือไม่ไหว

  • อาการปวดท้องแปรปรวนเรื้อรัง: มีอาการปวดมวนท้อง ท้องอืด แน่นลิ้นปี่ หรือท้องเสียสลับท้องผูกเป็นประจำ โดยอาการมักจะรุนแรงขึ้นในช่วงที่งานยุ่ง หรือนอนหลับไม่สนิท
  • กล้ามเนื้อตึงเกร็งผิดปกติ: มีอาการปวดตึงบริเวณบ่า ไหล่ ต้นคอ หรือปวดศีรษะแบบตื้อๆ คล้ายมีอะไรมาบีบรัดรอบศีรษะ (Tension Headache)
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานหนักขึ้น: รู้สึกใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หรือเหงื่อออกที่ฝ่ามือฝ่าเท้า ทั้งที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
  • การนอนหลับมีปัญหา: หลับยาก หลับไม่สนิท ตื่นกลางดึกบ่อยครั้ง หรือตื่นมาแล้วรู้สึกเพลียเหมือนไม่ได้นอน

วิธีดูแลตัวเองและปรับสมดุลกายใจ เพื่อบอกลาอาการปวดท้องเรื้อรัง

การรักษาอาการปวดท้องเรื้อรังจากความเครียดให้ได้ผลดีและยั่งยืน จะพึ่งพาการทานยาแก้ปวดหรือยาลดกรดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและดูแลสภาวะอารมณ์ไปพร้อมกัน

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร

ควรทานอาหารให้ตรงเวลา เคี้ยวอาหารให้ละเอียด หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของมัน ของทอด และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดและเกิดการบีบตัวรุนแรงขึ้นในช่วงที่ร่างกายมีความเครียดสูง

ฝึกหายใจเพื่อสยบความเครียด

เมื่อเริ่มรู้สึกว่ามีอาการปวดเกร็งท้อง หรือเริ่มรู้สึกตึงเครียด ให้ลองหยุดพักสักครู่ แล้วฝึกหายใจเข้าลึกๆ ให้หน้าท้องขยาย และค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกยาวๆ การทำแบบนี้จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) ซึ่งช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหาร และส่งสัญญาณบอกสมองว่าร่างกายปลอดภัยแล้ว

จัดเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น การเดินเร็ว โยคะ หรือการว่ายน้ำ วันละ 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเกร็ง และช่วยกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้ให้อยู่ในสภาวะสมดุล

การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อปรับตัวแล้วไม่ดีขึ้น

หากลองปรับพฤติกรรมทุกอย่างแล้ว แต่อาการปวดท้องเรื้อรังยังคงรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) หรือการใช้ยาช่วยปรับสารสื่อประสาทในสมอง ถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงมาก อย่าเพิ่งกังวลว่าการพบจิตแพทย์หมายถึงการเป็นโรคทางจิตเวชร้ายแรง เพราะในความจริงแล้ว มันคือการเข้าไปดูแลระบบประสาทที่ทำงานหนักเกินไป ให้กลับมาสมดุลและทำงานร่วมกับร่างกายได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down