ตรวจสุขภาพทีไร หมอก็ชอบทักเรื่องค่าตับ... สรุปแล้ว โรคตับอักเสบบี มันคืออะไรกันแน่?
หลายคนเดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยสีหน้ากังวล หลังจากเห็นผลตรวจสุขภาพประจำปีแล้วพบว่ามีผลบวกเรื่องไวรัสตับอักเสบบี หรือบางคนก็เพิ่งมารู้เอาตอนที่อายุเยอะแล้วว่าตัวเองมีเชื้อนี้อยู่ในร่างกายโดยที่ไม่เคยแสดงอาการอะไรมาก่อนเลย
ในฐานะหมอที่นั่งตรวจคนไข้อยู่ทุกวัน หมอบอกได้เลยว่า โรคตับอักเสบบี ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ มันคือการติดเชื้อไวรัสที่เข้าไปโจมตีตับของเราโดยตรง ซึ่งตับเนี่ยทำหน้าที่เหมือนโรงงานใหญ่ของร่างกาย คอยกรองของเสีย ขับสารพิษ และสร้างโปรตีนสำคัญ ถ้าโรงงานนี้เริ่มพัง การทำงานของร่างกายส่วนอื่นก็รวนตามไปด้วย
ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมาได้อย่างไร โดยที่เราไม่รู้ตัว?
คำถามยอดฮิตที่หมอได้ยินบ่อยมากคือ "หมอครับ ผมติดมาได้ยังไง ผมไม่ได้กินเหล้า ไม่ได้สูบบุหรี่เลยนะ" ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โรคนี้ไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆ ผ่านการกินข้าวหม้อเดียวกันหรือการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปเหมือนโควิด แต่มันติดต่อผ่านสองทางหลักๆ ที่เราต้องระวัง
- ติดต่อจากแม่สู่ลูก: นี่คือช่องทางหลักในบ้านเราเลยครับ คุณแม่ที่มีเชื้อสามารถถ่ายทอดให้ลูกน้อยตอนคลอดได้ ซึ่งถ้าไม่ได้รับวัคซีนป้องกันตั้งแต่แรกเกิด เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นผู้ป่วยเรื้อรัง
- ทางเลือดและสารคัดหลั่ง: เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสัก การเจาะหูโดยใช้เครื่องมือที่ไม่สะอาด หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
ส่วนการกอดกัน การหอมแก้ม หรือการใช้ช้อนกลางร่วมกันนั้น ไม่ทำให้ติดโรคตับอักเสบบี สบายใจเรื่องนี้ได้เลยครับ
จากตับอักเสบเฉียบพลัน กลายเป็นเรื้อรังและตับแข็งได้อย่างไร
เวลาที่ร่างกายได้รับเชื้อเข้ามา ช่วงแรกอาจจะเป็นแบบเฉียบพลัน บางคนมีไข้ ตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลีย เหมือนคนเป็นดีซ่าน แต่ร่างกายของคนส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่ภูมิคุ้มกันแข็งแรง) สามารถกำจัดเชื้อนี้หายขาดได้เองภายในไม่กี่เดือน
แต่ปัญหาใหญ่จะอยู่ที่กลุ่มคนที่ร่างกายกำจัดเชื้อไม่หมด กลายเป็นผู้ติดเชื้อเรื้อรัง (Chronic Hepatitis B) ไวรัสตัวนี้จะแอบอยู่ในตับ คอยสร้างความเสียหายแบบเงียบๆ เป็นเวลาหลายปีหรือหลายสิบปี โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลย เพราะตับเป็นอวัยวะที่อดทนมาก ไม่มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวด กว่าจะแสดงอาการปวดท้อง ท้องโต ขาบวม หรืออาเจียนเป็นเลือด ตับก็อาจจะกลายเป็นพังผืด ตับแข็ง หรือพัฒนากลายเป็นมะเร็งตับไปเสียแล้ว
รู้ได้อย่างไรว่าเรามีเชื้อตับอักเสบบีซ่อนอยู่หรือไม่?
วิธีเดียวที่จะตอบคำถามนี้ได้คือการเจาะเลือดตรวจครับ หมอแนะนำให้ทุกคนควรตรวจเลือดเช็กสถานะไวรัสตับอักเสบบีอย่างน้อยสักครั้งในชีวิต โดยเฉพาะการตรวจสองตัวหลักๆ นี้
- HBsAg: ตรวจดูว่าตอนนี้มีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายเราไหม ถ้าผลเป็นบวกแปลว่าติดเชื้อ
- Anti-HBs: ตรวจดูภูมิคุ้มกันว่าเรามีภูมิต้านทานต่อโรคนี้หรือยัง ถ้ามีแล้วแปลว่าปลอดภัย โอกาสติดเชื้อซ้ำแทบไม่มี
ถ้าตรวจแล้วพบว่าไม่มีเชื้อและยังไม่มีภูมิคุ้มกัน สิ่งที่หมอแนะนำให้ทำทันทีคือการฉีดวัคซีนป้องกันครับ ซึ่งปัจจุบันฉีดทั้งหมด 3 เข็มตามกำหนดก็สร้างภูมิคุ้มกันได้ดีเยี่ยมแล้ว
วิธีดูแลตัวเองเมื่อรู้ว่าเป็นผู้ติดเชื้อเรื้อรัง
สำหรับคนที่ตรวจพบว่ามีเชื้อตับอักเสบบีเรื้อรัง อย่าเพิ่งตกใจจนเกินเหตุครับ ชีวิตไม่ได้จบลงตรงนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการอยู่ร่วมกับโรคนี้อย่างเข้าใจ
- งดแอลกอฮอล์เด็ดขาด: เพราะแอลกอฮอล์กับไวรัสตับอักเสบคือคู่หูที่จะช่วยกันทำลายตับให้พังเร็วขึ้นเป็นทวีคูณ
- ระวังเรื่องยาและอาหารเสริม: ยาหลายชนิดต้องผ่านการเผาผลาญที่ตับ หากกินพร่ำเพรื่ออาจทำให้ตับทำงานหนักเกินไป ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนกินยาอะไรยาวๆ
- พบแพทย์สม่ำเสมอ: แม้จะรู้สึกแข็งแรงดีไม่มีอาการอะไรเลย หมอก็ยังนัดตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ตับทุก 6 เดือน เพื่อเช็กการทำงานของตับและคัดกรองมะเร็งตับระยะเริ่มต้น ซึ่งถ้าเจอเร็ว โอกาสรักษาก็สูงมากครับ
โรคตับอักเสบบีไม่ใช่เรื่องน่ากลัวถ้าเราตรวจพบเร็วและดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี เริ่มต้นจากการไปตรวจเลือดเช็กสถานะของตัวเองในรอบปีนี้ แล้วมาวางแผนดูแลตับให้อยู่กับเราไปนานๆ กันดีกว่าครับ