พ่อแม่หลายคนคงเคยเจอประสบการณ์ที่อยู่ดีๆ ลูกน้อยก็ร้องไห้งอแง ปฏิเสธการกินอาหาร แม้แต่น้ำดื่มหรือนมที่เคยชอบก็ไม่อยากกลืน พอลองใช้ไฟฉายส่องดูในปาก กลับเจอแผลจุดแดงๆ หรือตุ่มน้ำใสกระจายอยู่เต็มคอ ช่วงเวลานี้เองที่สร้างความกังวลใจให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ และเกิดความสับสนว่า ตกลงลูกกำลังเป็นโรคเฮอร์แปงไจนา หรือโรค มือ เท้า ปาก กันแน่
ลูกเจ็บปากจนกินไม่ได้ สรุปเป็นเฮอร์แปงไจนาหรือมือเท้าปากกันแน่?
ทั้งโรคเฮอร์แปงไจนาและโรค มือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเดียวกัน นั่นคือ เอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ซึ่งมักระบาดหนักในกลุ่มเด็กเล็กช่วงฤดูฝนและฤดูร้อน แม้จะมีสาเหตุมาจากไวรัสกลุ่มเดียวกัน แต่จุดแตกต่างสำคัญที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือตำแหน่งของการเกิดโรค
- โรคเฮอร์แปงไจนา: จะพบตุ่มน้ำใสหรือแผลเฉพาะในช่องปากเท่านั้น โดยเฉพาะบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ และต่อมทอนซิล จะไม่มีผื่นหรือตุ่มน้ำขึ้นตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือร่างกายส่วนอื่นเลย
- โรค มือ เท้า ปาก: จะพบแผลในช่องปากร่วมกับมีผื่น จุดแดง หรือตุ่มน้ำใสขึ้นที่บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ข้อศอก เข่า และก้น
ลักษณะแผลในช่องปากจากโรคเฮอร์แปงไจนา ที่แม่ๆ ต้องสังเกตให้เป็น
การสังเกต แผลในช่องปากจากโรคเฮอร์แปงไจนา จะมีความเฉพาะตัวสูงมาก ในช่วง 1-2 วันแรก ลูกมักจะมีไข้สูงเฉียบพลัน บางรายไข้สูงถึง 39-40 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นจะเริ่มเห็นจุดแดงเล็กๆ ขนาดประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ปรากฏขึ้นที่บริเวณด้านหลังของช่องปาก
จุดแดงเหล่านี้จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก แล้วแตกออกกลายเป็นแผลขอบแดงพื้นแผลสีขาวหรือสีเชา ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กจะรู้สึกเจ็บปวดมากที่สุด โดยเฉพาะเวลาที่มีการกลืนน้ำหรืออาหาร ทำให้เด็กมีอาการน้ำลายไหลย้อย ไม่ยอมกลืนน้ำลาย และร้องไห้กวนตลอดเวลา
ทำไมแผลชนิดนี้ถึงทำให้เด็กเจ็บปวดมาก จนยอมอดข้าวอดน้ำ
ตำแหน่งของ แผลในช่องปากจากโรคเฮอร์แปงไจนา มักจะกระจุกตัวอยู่บริเวณเพดานอ่อนและผนังคอส่วนหลัง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องสัมผัสและขยับเคลื่อนไหวทุกครั้งที่มีการกลืน เมื่อแผลเกิดการอักเสบ ทุกจังหวะที่ลูกกลืนน้ำลายหรืออาหาร จึงเกิดแรงเสียดสีโดยตรงกับแผล ความรู้สึกจะเหมือนกับโดนละอองความร้อนหรือพริกสดทาอยู่ที่บริเวณลำคอ เด็กจึงเลือกที่จะปฏิเสธการกินเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดนั้น
เทคนิคดูแลและบรรเทาอาการเจ็บแผล ให้ลูกกินได้ ลืมความเจ็บ
เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส จึงยังไม่มียาต้านไวรัสโดยเฉพาะ การรักษาหลักคือการรักษาตามอาการเพื่อให้ลูกน้อยผ่านพ้นช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุดไปได้อย่างปลอดภัย
วิธีจัดการกับความปวดและลดไข้
การให้ยาลดไข้แก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวของเด็กเป็นสิ่งจำเป็น โดยควรให้ก่อนมื้ออาหารประมาณ 30 นาที เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บแผล ทำให้เด็กพอจะกลืนอาหารหรือนมได้บ้าง ในเคสที่มีอาการปวดมาก แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาทาชาเฉพาะที่สำหรับทาในช่องปากก่อนมื้ออาหาร
ปรับเปลี่ยนเมนูอาหาร เน้นความเย็นและความนุ่ม
ช่วงที่ลูกมีแผลในปาก ควรหลีกเลี่ยงอาหารร้อน อาหารรสเค็มจัด หรืออาหารที่มีกรดอย่างน้ำผลไม้รสเปรี้ยว เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้แสบแผล ให้เปลี่ยนมาให้กินอาหารเย็นๆ เช่น
- นมแช่เย็น หรือนมปั่น
- ไอศกรีมรสหวานนุ่ม (ช่วยบรรเทาอาการชาและให้พลังงาน)
- โยเกิร์ต หรือพุดดิ้ง
- ข้าวต้มเย็น หรือโจ๊กที่พักจนเย็นสนิท
ป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของโรคนี้คือภาวะขาดน้ำจากการที่เด็กไม่ยอมดื่มน้ำ หากลูกปฏิเสธการดื่มน้ำจากแก้ว ให้ใช้ไซลิงก์ค่อยๆ หยอดน้ำเย็น หรือน้ำเกลือแร่สำหรับเด็กทีละนิดเข้าข้างกระพุ้งแก้มเรื่อยๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอ
อาการแบบไหนที่ต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที?
แม้ว่าโรคนี้จะสามารถหายเองได้ภายใน 7-10 วัน แต่ผู้ปกครองต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด หากพบอาการเตือนเหล่านี้ ต้องพาลูกมาโรงพยาบาลโดยด่วน
- ลูกซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ร่าเริง ไม่เล่น
- ปัสสาวะออกน้อยลง ถ่ายปัสสาวะห่างกว่า 6 ชั่วโมง หรือปัสสาวะมีสีเข้มจัด
- มีอาการผวา สะดุ้งตัวลอย มือสั่น เท้าสั่น เดินเซ
- อาเจียนบ่อย กินอะไรไม่ได้เลย
- ไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วัน โดยที่ไข้ไม่ลดลงเลย
แนวทางป้องกันไม่ให้โรคร้ายกลับมารังควานลูกรักซ้ำอีก
เชื้อเอนเทอโรไวรัสแพร่กระจายได้ง่ายมากผ่านทางน้ำลาย น้ำมูก และอุจจาระ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฝึกสุขอนามัยพื้นฐาน ล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ ทำความสะอาดของเล่นและของใช้ส่วนตัวของลูกด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นประจำ หากทราบว่าที่โรงเรียนหรือสถานเลี้ยงเด็กมีเด็กป่วย ควรให้ลูกหยุดเรียนเพื่อสังเกตอาการที่บ้าน และหลีกเลี่ยงการพาลูกไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาด