เวลาที่เดินเข้าไปตรวจสุขภาพแล้วหมอบอกว่า ความดันโลหิตเริ่มสูงนะ หลายคนจะเริ่มใจแป้ว กลัวว่าตัวเองจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต ความกังวลนี้บางครั้งก็ทำให้เกิดภาวะที่หมอพบได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในห้องตรวจ นั่นคือการที่คนไข้มีความดันโลหิตสูงขึ้นมาเฉพาะเวลาเจอหน้าหมอ หรือที่เรียกภาษาหมอว่าความดันโลหิตสูงจากเสื้อกาวน์สีขาว แต่กลับได้รับยาลดความดันไปกินที่บ้านทั้งที่จริงๆ แล้วตัวเลขที่บ้านปกติดดี
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะการกินยาเคมีเข้าไปในร่างกายโดยที่ความดันของเราไม่ได้สูงจริง มันแฝงภัยเงียบเอาไว้มากกว่าที่คิด วันนี้หมอเลยอยากชวนมาคุยกันสบายๆ ถึงเรื่องความเสี่ยงในการได้รับยาลดความดันโลหิตเกินจำเป็น ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และส่งผลเสียอะไรกับร่างกายของเราบ้าง
ความดันโลหิตสูงจริง กับความตื่นเต้นตอนเจอหมอ แยกกันอย่างไรดี
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ร่างกายมนุษย์เรามีความมหัศจรรย์ เวลาที่เราตื่นเต้น ประหม่า หรือกังวล หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดจะหดตัวลงชั่วคราว ส่งผลให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ คนไข้หลายคนอยู่ที่บ้านวัดความดันได้ปกติ พอมาถึงโรงพยาบาลเจอพยาบาลวัด เจอหมอซักประวัติ ความดันก็ดีดสูงขึ้นทันที
ถ้าคุณหมอไม่ได้ซักประวัติอย่างละเอียด หรือไม่ได้ให้คนไข้เก็บบันทึกความดันจากที่บ้านมาเทียบด้วย ก็อาจจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงทันที และเริ่มจ่ายยาให้กิน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตประจำวันปกติที่บ้าน ความดันอยู่ในเกณฑ์ดีอยู่แล้ว การรับยามาทานจึงกลายเป็นการกินยาเกินความจำเป็นไปโดยปริยาย
เกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย เมื่อเรากินยาลดความดันทั้งที่ความดันปกติ
ยาควบคุมความดันโลหิตทุกตัว ออกแบบมาเพื่อลดแรงดันในหลอดเลือดและช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว หากคนปกติที่มีความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หรือเกณฑ์ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว ไปกินยาลดความดันเข้าไป ผลลัพธ์ที่ตามมามักจะไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน
- หน้ามืด เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่อยู่: เมื่อยาไปกดความดันที่ปกติอยู่แล้วให้ต่ำลงไปอีก เลือดจะไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้รู้สึกมึนหัว โคลงเคลง เหมือนจะเป็นลม โดยเฉพาะเวลาลุกขึ้นยืนเร็วๆ
- เสี่ยงอุบัติเหตุจากการพลัดตกหกล้ม: อาการวิงเวียนและอ่อนแรงที่เกิดขึ้นจากความดันตก เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ล้มในห้องน้ำหรือล้มกระแทกพื้นจนกระดูกหัก
- ไตทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม: เมื่อความดันโลหิตต่ำเกินไป เลือดจะไปฟอกที่ไตลดลง ทำให้เนื้อเยื่อไตขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วคราว ส่งผลให้การทำงานของไตแย่ลงในระยะยาว แทนที่จะเป็นการปกป้องหลอดเลือดและไตตามเป้าหมายของการรักษา
ทางออกที่ถูกต้อง: วัดความดันที่บ้านให้ชัวร์ก่อนเริ่มยา
เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการได้รับยาลดความดันโลหิตเกินจำเป็น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีเครื่องวัดความดันโลหิตดิจิทัลติดบ้านไว้ และหมั่นวัดความดันด้วยตัวเองในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย นั่งพักให้หายเหนื่อยสักสิบนาาทีก่อนวัด และจดบันทึกค่าเช้า-เย็นติดต่อกันสักหนึ่งสัปดาห์
ข้อมูลชุดนี้แหละครับที่มีค่ามากๆ เวลาเอามาให้หมอดูที่คลินิก มันช่วยให้หมอเห็นภาพที่แท้จริงว่า ความดันของเราสูงตลอดเวลาจริงๆ หรือสูงแค่เฉพาะเวลามาโรงพยาบาล ถ้าที่บ้านปกติทุกอย่าง หมอก็จะได้ไม่ต้องรีบจ่ายยาให้เรากิน
สัญญาณเตือนแบบไหนที่แปลว่าคุณอาจจะกำลังกินยาเกินขนาด
สำหรับใครที่กำลังกินยาลดความดันอยู่แล้วรู้สึกว่า ช่วงนี้มีอาการแปลกๆ เช่น เหนื่อยเพลียไม่มีแรง ลุกขึ้นแล้วมืดตาลายบ่อยๆ หรือรู้สึกใจหวิวๆ เหมือนความดันตก ขอแนะนำว่าอย่าเพิ่งหยุดยาเองเด็ดขาดนะครับ ให้รีบกลับไปพบแพทย์ผู้ดูแล พร้อมกับนำเครื่องวัดความดันและสมุดจดบันทึกติดตัวไปด้วย เพื่อให้คุณหมอช่วยปรับลดขนาดยา หรือทบทวนความจำเป็นในการใช้ยาใหม่อีกครั้งอย่างปลอดภัย