ช่วงนี้เวลาที่ลูกน้อยมีอาการไอ คัดจมูก หายใจมีเสียงครืดคราด คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงอดกังวลไม่ได้ว่าลูกกำลังติดเชื้อไวรัสตัวร้ายอย่างอาร์เอสวีอยู่หรือเปล่า ยิ่งถ้าเห็นข่าวตามหน้าฟีดโซเชียลด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ใจคอไม่ดี เพราะในเด็กเล็กโดยเฉพาะขวบปีแรก เชื้อนี้อาจทำให้หลอดลมฝอยอักเสบจนต้องนอนโรงพยาบาลได้เลย
ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้เด็กอยู่ทุกวัน สิ่งที่ผมมักจะบอกคุณพ่อคุณแม่เสมอคือ การรู้ให้เร็วว่าต้นตอของอาการป่วยมาจากไวรัสตัวไหน จะช่วยให้เราวางแผนดูแลรักษาและแยกโรคจากไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่ได้อย่างแม่นยำ หนึ่งในวิธีที่แพทย์นิยมใช้และได้ผลไวในช่วงที่เด็กมีอาการมาก ก็คือการตรวจหาโปรตีนแปลกปลอมของเชื้อไวรัสจากโพรงจมูก หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าการตรวจแอนติเจน
ลูกมีอาการแบบไหน ถึงควรพามาตรวจหาเชื้อไวรัสตัวนี้?
ไม่ใช่เด็กทุกคนที่ไอจามจะต้องโดนแยงจมูกตรวจโรคนี้ไปเสียหมดครับ หมอมักจะพิจารณาตรวจให้ในกลุ่มเด็กที่มีอาการเข้าข่ายและมีความเสี่ยง โดยเฉพาะน้องๆ อายุต่ำกว่าสองปี หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ หรือเด็กคลอดก่อนกำหนด โดยสัญญาณเตือนที่มักทำให้เราต้องนึกถึงเจ้าไวรัสตัวนี้ ได้แก่
- ไข้สูงร่วมกับมีน้ำมูกไหลใสหรือข้น
- ไอถี่และรุนแรง บางคนไอจนอาเจียนหรือหน้าดำหน้าแดง
- หายใจเร็วกว่าปกติ หรือเวลาหายใจสังเกตเห็นซี่โครงยุบ ท้องกระเพื่อม
- หายใจมีเสียงวี๊ด (Wheezing) หรือได้ยินเสียงครืดคราดในอกชัดเจน
- ซึมลง ไม่ค่อยดูดนมหรือกินอาหารเหมือนเดิม
ขั้นตอนการตรวจหาแอนติเจนจากโพรงจมูก เจ็บมากไหม?
คุณพ่อคุณแม่อมยิ้มหรือกังวลเวลาได้ยินคำว่าแยงจมูก กลัวว่าลูกจะเจ็บจนร้องไห้บ้านแตก ความจริงแล้วขั้นตอนการตรวจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดครับ เป็นหัตถการที่ใช้เวลาสั้นมากๆ เพียงไม่กี่วินาที
แพทย์หรือพยาบาลจะใช้ก้านสำลีขนาดเล็กพิเศษ สอดเข้าไปเบาๆ ผ่านทางรูจมูกเข้าไปถึงบริเวณโพรงจมูกด้านหลัง ซึ่งเป็นจุดที่เชื้อไวรัสชอบไปอาศัยอยู่ จากนั้นหมุนก้านสำลีเบาๆ เพื่อเก็บตัวอย่างเซลล์เยื่อบุ แล้วนำไปหยดลงบนน้ำยาตรวจ ชุดตรวจจะทำปฏิกิริยาและแสดงผลออกมาคล้ายกับที่ตรวจครรภ์หรือชุดตรวจโควิดที่เราคุ้นเคยกัน โดยทั่วไปจะรู้ผลภายในเวลาสิบถึงสิบห้านาทีเท่านั้นเองครับ
อ่านผลตรวจอย่างไร เมื่อง, ผลบวกและผลลบหมายถึงอะไร?
หลังจากรอผลครู่หนึ่ง เราจะมาดูแถบสีที่ปรากฏขึ้นบนชุดตรวจ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้อธิบายความหมายให้ฟังอย่างละเอียด โดยหลักการแปลผลแบ่งออกเป็นสองแบบหลักๆ คือ
- ผลเป็นบวก (Positive): หมายความว่าตรวจพบโปรตีนของไวรัสอาร์เอสวีในโพรงจมูก แปลว่าลูกกำลังติดเชื้อไวรัสตัวนี้อยู่จริงๆ ซึ่งแพทย์จะนำผลนี้มาประกอบกับอาการทางคลินิก เพื่อวางแนวทางการรักษา เช่น การพ่นยาขยายหลอดลม การเคาะปอด หรือการนอนดูอาการใกล้ชิดที่โรงพยาบาล
- ผลเป็นลบ (Negative): หมายความว่าไม่พบเชื้อในขณะที่ตรวจ แต่ไม่ได้แปลว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะไม่ได้เป็นโรคนี้ครับ บางครั้งถ้าเด็กเพิ่งเริ่มมีอาการในวันแรกๆ ปริมาณเชื้ออาจจะยังมีน้อยจนชุดตรวจจับไม่ได้ หรืออาจเกิดจากการเก็บตัวอย่างที่ตื้นเกินไป หากอาการของลูกยังไม่ดีขึ้น หมออาจจะต้องอาศัยการประเมินอาการวันต่อวัน หรือพิจารณาตรวจซ้ำหากจำเป็น
ข้อดีและข้อจำกัดของการตรวจแอนติเจนที่ควรรู้
การตรวจด้วยวิธีนี้มีข้อดีเด่นชัดคือ รู้ผลไว ราคาประหยัดกว่าการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการแบบละเอียด ช่วยให้แพทย์ตัดสินใจให้การรักษาหรือแยกโรคออกจากไข้หวัดใหญ่ (Influenza) หรือโควิด-19 ได้ทันท่วงที ลดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น เพราะโรคนี้เกิดจากไวรัส การกินยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียจึงไม่มีประโยชน์อันใด
แต่มันก็มีข้อจำกัดเช่นกันครับ นั่นคือความไวในการตรวจอาจจะไม่สูงเท่ากับการส่งตรวจแบบหาพันธุกรรม (PCR) ในเด็กบางคนที่มีเชื้อน้อยมากๆ แต่อาการหนัก ชุดตรวจแอนติเจนอาจให้ผลลบลวงได้ ดังนั้น แพทย์จึงต้องใช้ประสบการณ์และอาการของคนไข้จริงประกอบการวินิจฉัยเสมอ ไม่ได้ยึดถือผลตรวจจากห้องปฏิบัติการเพียงอย่างเดียว
แนวทางดูแลรักษาหลังจากรู้ผลตรวจแล้ว
เมื่อผลตรวจยืนยันแน่ชัดแล้วว่าลูกน้อยติดเชื้ออาร์เอสวี คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องตกใจจนเกินเหตุครับ เพราะส่วนใหญ่แล้วโรคนี้ไม่มีonยาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจง การรักษาจึงเป็นการ รักษาตามอาการ เป็นหลัก
หน้าที่หลักของคุณพ่อคุณแม่คือการช่วยลูกประคับประคองอาการ เช่น หมั่นดูดน้ำมูกเคลียร์ทางเดินหายใจให้โล่ง ให้ลูกดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อช่วยละลายเสมหะ ป้อนยาลดไข้ตามน้ำหนักตัว และที่สำคัญต้องคอยสังเกตสัญญาณอันตรายอย่างใกล้ชิด เช่น ลูกหายใจหอบเหนื่อยจนซี่โครงบาน ปลายมือปลายเท้าเขียว หรือซึมลงไม่ยอมกินอะไรเลย หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบพามาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันทีไม่ต้องรอให้ถึงนัด