ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนที่พาเจ้าตัวเล็กมาตรวจที่คลินิก มักจะมาปรึกษาด้วยความกังวลใจทำนองว่า ทำไมลูกถึงอยู่นิ่งไม่ได้เลย วิ่งเล่นทั้งวัน ปีนป่ายจนบ้านแทบพัง หรือทำงานส่งครูไม่เคยเสร็จสักที จนบางทีก็เริ่มไม่แน่ใจว่าตกลงลูกแค่ซนตามวัยเด็กทั่วไป หรือลูกกำลังเผชิญกับภาวะโรคสมาธิสั้นกันแน่
ในฐานะหมอที่ตรวจเด็กๆ มาเยอะ บอกได้เลยว่าเป็นความกังวลที่เข้าใจได้มากๆ ครับ เพราะธรรมชาติของเด็กปฐมวัยจนถึงประถมต้น เขาจะมีความสดใส พลังงานล้นเหลือ และอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมดา แต่เส้นแบ่งระหว่างความซนปรกติกับโรคสมาธิสั้นนั้นมีรายละเอียดที่ต่างกันอยู่พอสมควร วันนี้เรามาลองสังเกตพฤติกรรมเหล่านี้ไปด้วยกันแบบเข้าใจง่ายครับ
ลูกซนธรรมดากับสมาธิสั้น ต่างกันตรงไหนบ้าง?
เวลาเราพูดถึงความซนตามวัย สิ่งสำคัญที่ต้องมองคือบริบทและช่วงเวลา เด็กที่ซนทั่วไปเขามีพลังเยอะก็จริง วิ่งเล่นเหนื่อยแล้วเขาก็ยังสามารถหยุดพัก นั่งดูการ์ตูนเรื่องโปรดติดต่อกันนานๆ ได้ หรือถ้ารู้ว่ามีบทลงโทษหรือข้อแลกเปลี่ยน เขาก็สามารถควบคุมตัวเองให้นั่งนิ่งเพื่อทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้จบได้
แต่ในกรณีที่เป็นความแตกต่างระหว่างโรคสมาธิสั้น พฤติกรรมความซนหรือความไม่อยู่สุขนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นแค่บางเวลา แต่มันแสดงออกแทบจะทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่โรงเรียน หรือแม้กระทั่งเวลาไปข้างนอก น้องจะไม่สามารถควบคุมระดับพลังงานของตัวเองได้เลย เหมือนมีมอเตอร์ในตัวที่เปิดทำงานตลอดเวลาและปิดไม่เป็น
สังเกตอาการขาดสมาธิ: ลูกเหม่อลอยหรือแค่วอกแวกตามสิ่งเร้า?
เด็กสมาธิสั้นไม่ได้มีแค่เรื่องความซนอย่างเดียวนะครับ บางคนไม่ได้ซนเลย นั่งเงียบๆ แต่เหม่อลอยตลอดเวลา ซึ่งเราเรียกว่ากลุ่มอาการขาดสมาธิล้วน อาการเหล่านี้มักจะสังเกตได้ชัดเจนเมื่อลูกเริ่มเข้าโรงเรียน
- ทำงานที่ครูสั่งไม่เคยเสร็จตามเวลา เพราะมักจะวอกแวกกับสิ่งรอบตัวง่ายมาก เสียงกระดาษพลิก เสียงลมพัดก็ดึงความสนใจเขาไปได้หมด
- ขี้ลืมเป็นประจำ เช่น ลืมเอากล่องดินสอไว้ที่โรงเรียน ลืมการบ้าน หรือทำของใช้ส่วนตัวหายบ่อยๆ
- เวลาคุณพ่อคุณแม่พูดด้วย เหมือนลูกไม่ได้ยิน หรือไม่ได้ตั้งใจฟัง ทั้งที่เรียกชื่อซ้ำหลายครั้ง
- ไม่ชอบทำอะไรที่ต้องใช้ความคิดต่อเนื่องนานๆ เพราะรู้สึกเบื่อง่าย
พฤติกรรมหุนหันพลันแล่นและใจร้อนที่สังเกตได้ชัด
อีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่มักมาคู่กันคือเรื่องความใจร้อน ควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมได้ยากกว่าเด็กวัยเดียวกัน ลองเชดูว่าลูกมีลักษณะเหล่านี้ร่วมด้วยหรือไม่
- ชอบพูดแทรกเวลาคนอื่นกำลังพูด หรือพูดโพล่งขึ้นมาโดยที่คนอื่นยังถามไม่จบประโยค
- รอนำ้ใจหรือรอคิวไม่เป็น ไม่ว่าจะเป็นการต่อแถวซื้อของ หรือรอตาตัวเองเวลาเล่นเกมกับเพื่อน
- ชอบทำอะไรโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา เช่น วิ่งตัดหน้าโดยไม่มองรถ ปีนป่ายที่สูงอันตรายจนมักจะมีอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ บ่อยกว่าเด็กคนอื่น
เมื่อไหร่ที่ควรพามาปรึกษาหมอเพื่อความมั่นใจ?
หากคุณพ่อคุณแม่เริ่มสังเกตเห็นว่าพฤติกรรมเหล่านี้ของลูกเริ่มส่งผลกระทบต่อการเรียน ทำให้คุณครูเริ่มเรียกพบ หรือทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ในห้องเริ่มมีปัญหา เพราะลูกเล่นกับใครไม่ค่อยรอดเนื่องจากควบคุมอารมณ์ไม่ได้ แนะนำว่าควรพามาพบแพทย์เพื่อประเมินพัฒนาการอย่างละเอียดครับ
การวินิจฉัยโรคสมาธิสั้น หมอไม่ได้ใช้แค่การมองผิวเผิน แต่ต้องอาศัยการพูดคุยกับตัวเด็ก ประเมินพฤติกรรมจากแบบสอบถามที่ส่งไปถึงคุณพ่อคุณแม่และคุณครูที่โรงเรียน เพื่อดูว่าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่องมานานเกินหกเดือน และแสดงออกในสถานที่มากกว่าหนึ่งแห่งหรือไม่
อยากฝากคุณพ่อคุณแม่ไว้ว่า หากลูกเป็นสมาธิสั้นจริงๆ มันไม่ใช่ความผิดพลาดในการเลี้ยงดู และไม่ใช่เพราะเด็กนิสัยไม่ดี แต่เป็นเรื่องการทำงานของสารสื่อประสาทในสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสมาธิและพฤติกรรม ซึ่งเมื่อไหร่ที่เราเข้าใจความจริงข้อนี้ เราจะสามารถปรับวิธีดูแล จัดสิ่งแวดล้อมที่บ้าน และช่วยเหลือลูกได้อย่างถูกจุด เพื่อให้เขาสามารถเติบโตและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขครับ