ทำไมลูกถึงไม่ยอมฟัง เวลาที่เราพูดด้วยเหตุผล?
หลายครั้งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องกุมขมับกับเหตุการณ์ที่ลูกงอแง ไม่ยอมทำตาม หรือกรีดร้องเสียงดังในที่สาธารณะ สิ่งแรกที่เรามักจะทำตามสัญชาตญาณคือการบอกให้ลูกหยุด การอธิบายเหตุผลยาวเหยียด หรือแม้กระทั่งการดุว่าเพื่อให้สถานการณ์สงบลง แต่เชื่อไหมว่า ยิ่งเราพยายามใช้เหตุผลมากเท่าไหร่ ลูกกลับยิ่งปิดกั้นและต่อต้านมากขึ้นเท่านั้น
ในมุมมองของจิตวิทยาพัฒนาการและกุมารแพทย์ ปฏิกิริยาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะลูกเป็นเด็กดื้อโดยสันดาน แต่เป็นเพราะสมองส่วนอารมณ์ของเขากำลังทำงานอย่างหนัก จนสมองส่วนที่ใช้เหตุผลไม่สามารถรับฟังอะไรได้เลย ในสถานการณ์แบบนี้ การสื่อสารแบบเดิมๆ จึงไม่ได้ผล และนี่คือจุดที่ เทคนิคการสื่อสารเชิง Empathy ก เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมใจเราเข้ากับลูก
เข้าใจหัวใจของการสื่อสารแบบ Empathy ในครอบครัว
คำว่า Empathy หรือความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ไม่ใช่แค่การสงสารลูกหรือการตามใจทุกอย่างจนเด็กเสียคน แต่คือความสามารถในการก้าวเข้าไปยืนในโลกของเด็ก มองผ่านสายตาของเขา และยอมรับความรู้สึกที่เขากำลังเผชิญอยู่จริงๆ ในขณะนั้น โดยที่เราไม่ต้องรีบตัดสิน ถูกผิด หรือรีบหาทางแก้ไข
เวลาที่เด็กคนหนึ่งรู้สึกว่ามีคนเข้าใจความรู้สึกของเขาอย่างแท้จริง ฮอร์โมนแห่งความเครียดในสมองจะเริ่มลดลง ความดื้อดึงจะค่อยๆ คลายตัวลง เพราะเขาไม่ต้องปกป้องตัวเองอีกต่อไป การใช้ เทคนิคการสื่อสารเชิง Empathy ก จึงเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ ที่ทำให้ลูกพร้อมจะเปิดใจรับฟังคำแนะนำจากพ่อแม่ในเวลาต่อมา
3 ขั้นตอนเปลี่ยนคำพูดธรรมดา ให้กลายเป็นความเข้าใจที่ลึกซึ้ง
การฝึกฝนทักษะนี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด และพ่อแม่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันทีในชีวิตประจำวัน ผ่านกระบวนการง่ายๆ ดังนี้
หยุดทุกอย่างแล้วสบตา เพื่อรับฟังด้วยความตั้งใจ
ก่อนที่เราจะพูดอะไรออกไป สิ่งแรกที่ต้องทำคือการวางมือถือ วางงานตรงหน้า ลงมานั่งในระดับสายตาเดียวกับลูก และมองตาเขา การกระทำเพียงเท่านี้เป็นการส่งสัญญาณบอกสมองของลูกว่า เขามีความสำคัญและปลอดภัยที่สุดในเวลานี้
สะท้อนความรู้สึกของลูกออกมาเป็นคำพูด
แทนที่จะบอกว่า อย่าร้องไห้เรื่องแค่นี้ ให้เปลี่ยนเป็นการทายความรู้สึกของเขาและสะท้อนกลับไป เช่น ลูกกำลังเสียใจใช่ไหมที่ของเล่นพัง หรือลูกคงเหนื่อยมากสินะถึงง่วงนอนขนาดนี้ การทำแบบนี้ช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะรู้จักและเรียกชื่ออารมณ์ของตัวเองได้ถูกต้อง
ยอมรับความรู้สึกก่อนค่อยพาไปหาทางออก
เมื่อลูกรู้สึกว่าเราเข้าใจความรู้สึกของเขาแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการเชื่อมโยงความรู้สึกนั้นเข้ากับกฎหรือทางออก เช่น พ่อรู้ว่าลูกไม่อยากกลับบ้านตอนนี้เพราะยังสนุกอยู่ แต่ถึงเวลาที่เราต้องไปอาบน้ำนอนกันแล้วนะ พรุ่งนี้ค่อยมาเล่นใหม่
กับดักที่ต้องระวังเวลาคุยกับลูก
ในระหว่างที่เราพยายามฝึกฝน เทคนิคการสื่อสารเชิง Empathy ก พ่อแมมักเผลอตกหลุมพรางคำพูดบางประเภทโดยไม่รู้ตัว ซึ่งคำพูดเหล่านี้มักจะไปตัดบทความรู้สึกของลูกทันที เช่น การพูดว่า แค่นี้เองไม่ต้องร้อง หรือ การเปรียบเทียบกับพี่หรือเพื่อน คำพูดตัดพ้อเหล่านี้ทำให้เด็กเก็บกดความรู้สึกและรู้สึกว่าตัวเองไม่ถูกยอมรับ ซึ่งส่งผลเสียต่อความมั่นใจในระยะยาว
ผลลัพธ์ระยะยาวที่พ่อแม่จะได้รับจากการฟังด้วยใจ
การสื่อสารด้วยความเข้าใจอาจจะไม่ได้ทำให้ลูกหยุดร้องไห้ได้ทันทีในวินาทีแรก แต่มันเป็นการสะสมเงินในบัญชีความไว้วางใจระหว่างเรากับลูก เมื่อลูกเติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่นที่มีปัญหาซับซ้อน เขาจะกล้าเดินเข้ามาปรึกษาพ่อแม่ เพราะเขารู้ว่าบ้านคือที่เดียวที่เขาจะได้รับการยอมรับและไม่ถูกตัดสิน การลงทุนลงแรงฝึกฝน เทคนิคการสื่อสารเชิง Empathy ก ตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นการสร้างเกราะป้องกันทางจิตใจที่ดีที่สุดให้แก่ลูกรักในอนาคต