ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เวลาที่หมอนั่งตรวจคนไข้เด็กในคลินิก สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่มักจะหยิบยกมาปรึกษาบ่อยไม่แพ้เรื่องไข้หวัดเลยก็คือเรื่องปวดหัวยอดฮิตอย่างปัญหาพฤติกรรม หลายคนมักระบายความอัดอั้นตันใจทำนองว่า ลูกไม่ยอมฟังเลย พูดอะไรก็ต่อต้าน ร้องกรี๊ด หรือบางทีก็เงียบประท้วงไม่ยอมสบตาด้วย พอถามลึกลงไปก็พบว่า เวลาที่ลูกกำลังกรีดร้องหรือโกรธจัด ฝั่งผู้ใหญ่อย่างเรามักจะเผลอใช้เหตุผลไปสั่งสอน หรือบางทีก็ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้จนกลายเป็นการสาดอารมณ์ใส่กัน ผลลัพธ์คือจบด้วยน้ำตาและรอยร้าวในใจของทั้งสองฝ่าย

ในทางจิตวิทยาและพัฒนาการเด็ก มีเครื่องมือหนึ่งที่ทรงพลังมากในการแก้ปัญหานี้ นั่นคือ เทคนิคการสื่อสารเชิง Empathy กับลูก หรือการสื่อสารด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริง ซึ่งหมออยากบอกว่ามันไม่ได้ยากเกินความสามารถของคนเป็นพ่อแม่ และเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกได้โดยไม่ต้องใช้น้ำเสียงเกรี้ยวกราดเลยสักนิด

ทำความเข้าใจก่อนว่า การฟังด้วยหัวใจ ไม่ใช่การสปอยล์หรือตามใจลูกเสมอไป

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการมี Empathy หรือความเข้าอกเข้าใจลูก หมายความว่าเราต้องยอมตามใจเขาทุกอย่าง เช่น ลูกร้องไห้จะเอาของเล่นชิ้นใหม่แล้วเราต้องรีบควักเงินซื้อให้เพื่อแสดงความเข้าใจ ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างมาก

ความจริงแล้ว การสื่อสารด้วย Empathy คือการแยกแยะระหว่าง อารมณ์ กับ พฤติกรรม ออกจากกัน หมออยากอธิบายว่า อารมณ์ของมนุษย์ทุกคนรวมถึงเด็กๆ เป็นเรื่องจริงและได้รับการยอมรับได้เสมอ ลูกมีสิทธิ์ที่จะโกรธ เสียใจ ผิดหวัง หรือกลัว แต่ไม่ได้แปลว่าเขาจะมีสิทธิ์ทำพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก เช่น การทุบตีคนอื่น หรือทำลายข้าวของ หน้าที่ของพ่อแม่คือยอมรับอารมณ์ของลูกก่อน จากนั้นค่อยกำหนดขอบเขตพฤติกรรมที่เหมาะสมร่วมกันทีหลัง

3 ขั้นตอนง่ายๆ เปลี่ยนวิธีพูดเพื่อเปิดใจลูก

หากอยากลองเริ่มต้นใช้ เทคนิคการสื่อสารเชิง Empathy กับลูก หมอแนะนำให้ลองฝึกฝน 3 ขั้นตอนนี้ในชีวิตประจำวัน เมื่อไรก็ตามที่ลูกเริ่มมีอารมณ์พุ่งพล่าน ให้เราดึงสติของตัวเองกลับมาก่อน แล้วใช้วิธีพูดเหล่านี้แทนการดุหรือสั่งให้หยุด

1. สังเกตและสะท้อนอารมณ์ของลูกให้เขาได้ยิน

เมื่อลูกร้องไห้หรือโมโห แทนที่จะบอกว่า หยุดร้องเดี๋ยวนี้นะ เรื่องแค่นี้เอง ให้เราเปลี่ยนมาสะท้อนความรู้สึกของเขาด้วยคำพูดสั้นๆ เช่น ลูกกำลังโกรธใช่ไหมที่ต่อเลโก้ไม่สำเร็จ หรือ หนูเสียใจใช่ไหมที่เพื่อนไม่แบ่งของเล่นให้ การพูดแบบนี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกว่ามีคนรับรู้ความรู้สึกของเขา และช่วยให้เขารู้จักระบุอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการควบคุมอารมณ์ในสมองส่วนหน้า

2. ใช้คำถามปลายเปิด ชวนคุยแทนการคาดคั้น

แทนที่จะถามจี้จุดด้วยอารมณ์ว่า ทำไมทำแบบนี้ หรือ คิดอะไรอยู่ถึงได้ร้องไห้ไม่หยุด ซึ่งเป็นคำถามที่กระตุ้นให้เด็กสู้หรือหนี ให้เปลี่ยนมาใช้คำถามที่ช่วยให้เขาได้ระบายและเรียบเรียงความคิด เช่น ไหนเล่าให้แม่ฟังหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น หรือ มีอะไรที่พ่อพอจะช่วยหนูได้บ้าง คำถามเหล่านี้เปิดโอกาสให้ลูกได้ทบทวนตัวเองโดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกจับผิด

3. ยืนยันว่าเราเข้าใจความรู้สึก แม้พฤติกรรมบางอย่างจะยอมรับไม่ได้

นี่คือจุดสำคัญที่หมอเน้นย้ำเสมอ เราสามารถโอบกอดอารมณ์ของลูกควบคู่ไปกับการตั้งกฎเกณฑ์ได้ ตัวอย่างเช่น แม่รู้ว่าหนูอยากเล่นแท็บเล็ตต่อและหนูกำลังโกรธมากที่แม่ให้ปิด แต่ตอนนี้หมดเวลาแล้ว เรามาเก็บกันเถอะ การสื่อสารแบบนี้สอนให้ลูกรู้ว่า เรารักและเข้าใจความรู้สึกของเขา แต่กฎระเบียบก็ยังคงต้องดำเนินต่อไปตามข้อตกลง

ทำไมเทคนิคการสื่อสารเชิง Empathy กับลูก ถึงช่วยให้สมองของเด็กพัฒนาได้ดีขึ้น?

ถ้าเรามองในมุมของวิทยาศาสตร์สมอง สมองส่วนอารมณ์ (Amygdala) ของเด็กจะพัฒนาและทำงานได้เร็วกว่าสมองส่วนเหตุผลและการยับยั้งชั่งใจ (Prefrontal Cortex) เวลาที่ลูกร้องอาละวาด สมองส่วนอารมณ์ของเขากำลังทำงานอย่างหนักจนปิดกั้นส่วนของเหตุผลอย่างสิ้นเชิง

การใช้ เทคนิคการสื่อสารเชิง Empathy กับลูก จะทำหน้าที่เหมือนน้ำเย็นที่เข้าไปปลอบประโลมสมองส่วนอารมณ์ให้สงบลง เมื่อสมองส่วนอารมณ์คลายความตื่นตระหนกและรู้สึกปลอดภัยแล้ว สมองส่วนเหตุผลถึงจะเริ่มกลับมาทำงานและพร้อมที่จะรับฟังคำสอนหรือข้อคิดจากเรา หากเราพยายามยัดเยียดเหตุผลหรือดุด่าในขณะที่ลูกกำลังอาละวาด สมองส่วนอารมณ์ของเขาจะยิ่งถูกกระตุ้นให้ตอบสนองด้วยความรุนแรงมากขึ้นไปอีก

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มักเผลอทำพลาด เมื่อพยายามคุยกับลูกด้วยความเข้าใจ

การฝึกฝนเรื่องนี้ต้องใช้เวลาและความอดทนสูงมาก และนี่คือข้อควรระวังที่หมอมักจะเห็นบ่อยๆ เมื่อผู้ปกครองพยายามปรับสไตล์การสื่อสาร

  • การรีบแก้ปัญหาเร็วเกินไป: บางครั้งเมื่อลูกบ่นว่าเสียใจ แทนที่เราจะรับฟังอารมณ์ของเขาก่อน เรากลับรีบเสนอทางออกทันที เช่น งั้นก็ทำแบบนี้สิ ง่ายจะตาย การทำแบบนี้ทำให้ลูกรู้สึกว่าปัญหาและอารมณ์ของเขาถูกมองข้ามและไม่ได้รับการใส่ใจอย่างแท้จริง
  • การใช้คำว่า แต่ หลังคำสะท้อนอารมณ์: เช่น แม่เข้าใจนะว่าหนูโกรธ แต่หนูก็ไม่ควรเสียงดัง คำว่า แต่ จะไปลบล้างคำพูดแสดงความเข้าใจด้านหน้าทั้งหมด ลองเปลี่ยนเป็นคำเชื่อมเชิงบวก เช่น แม่เข้าใจนะว่าหนูโกรธ... และแม่ก็อยากให้หนูใช้น้ำเสียงปกติพูดกับแม่
  • ความไม่สม่ำเสมอ: การใช้ Empathy ไม่ใช่ยารักษาสิวที่ทาครั้งเดียวแล้วหายขาด แต่มันคือการสร้างสายสัมพันธ์และความไว้วางใจในระยะยาวที่ต้องอาศัยการทำซ้ำๆ สม่ำเสมอในทุกวัน

การสื่อสารกับลูกด้วยความเข้าอกเข้าใจไม่ได้หมายความว่าเราเป็นพ่อแม่ที่อ่อนแอหรือยอมสยบต่อลูก ทว่ามันคือการแสดงความเข้มแข็งที่นุ่มนวลที่สุดในการประคับประคองเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นอย่างมั่นคงทางอารมณ์ หมออยากให้ทุกบ้านลองหยิบเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ดูทีละนิด แล้วจะพบว่าเสียงกรีดร้องในบ้านจะค่อยๆ ลดลง แทนที่ด้วยความเข้าใจและสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในระยะยาว

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down