เรื่องน่ากลัวใกล้ตัวที่เริ่มต้นจากแผลเล็กๆ หรือไข้ธรรมดา
เวลาที่คนไข้เดินเข้ามาที่ห้องตรวจแล้วบอกว่ามีไข้สูงหนั่นสั่น พร้อมกับอาการเพลียแปลกๆ หมอมักจะระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหลายครั้งอาการเหล่านี้ไม่ได้จบแค่ไข้หวัดใหญ่หรืออาหารเป็นพิษ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนแรกของการติดเชื้อในกระแสเลือด ภาวะที่เชื้อโรคไม่ได้อยู่แค่เฉพาะจุดอีกต่อไป แต่กำลังกระจายตัวไปทั่วร่างกายผ่านระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมากและต้องการการดูแลจากแพทย์อย่างเร่งด่วน
เกิดอะไรขึ้นข้างในร่างกายตอนที่เราเจอภาวะนี้?
ลองนึกภาพว่ากระแสเลือดของเราคือทางหลวงสายหลักที่คอยส่งเสบียงและภูมิคุ้มกันไปทั่วร่าง ปกติแล้วร่างกายเราเก่งมากในการจัดการกับเชื้อโรคที่เข้ามา เช่น แผลที่นิ้ว หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาวไปสู้ตรงนั้น แต่ถ้าวันไหนเชื้อโรคมันร้ายแรงมาก หรือระบบภูมิคุ้มกันของเราอ่อนแอจนทานไม่ไหว เชื้อโรคพวกนั้นจะหลุดรอดเข้าไปในกระแสเลือด
เมื่อเชื้อโรคเข้ามาอยู่ในกระแสเลือดแล้ว มันก็เหมือนกองทัพข้าศึกที่นั่งรถด่วนกระจายไปป์ปั่นป่วนอวัยวะสำคัญทั่วตัว ทั้งปอด หัวใจ ไต และสมอง สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ ไม่ใช่ตัวเชื้อโรคอย่างเดียว แต่คือปฏิกิริยาของร่างกายเราเองที่พยายามสู้กลับอย่างรุนแรง จนสารเคมีต่างๆ ที่หลั่งออกมาเพื่อสู้กับเชื้อโรค กลับหันมาทำลายหลอดเลือดและอวัยวะของตัวเองซะงั้น ทางการแพทย์เราเรียกภาวะนี้ว่าเซปซิส หรือภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่ทำให้การทำงานของอวัยวะล้มเหลว
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ฟ้องว่าเชื้อเริ่มกระจายแล้ว?
ในระยะแรก อาการของการการติดเชื้อในกระแสเลือดอาจจะดูคล้ายกับการป่วยทั่วไปจนหลายคนชะล่าใจ หมออยากให้สังเกตอาการเหล่านี้ให้ดี โดยเฉพาะถ้ามีอาการหลายข้อร่วมกัน:
- มีไข้สูงมาก หรือในผู้สูงอายุบางคนอาจจะไม่มีไข้เลย แต่อุณหภูมิร่างกายกลับต่ำกว่าปกติและหนาวสั่นรุนแรง
- ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ ใจสั่น รู้สึกเหมือนหัวใจจะกระโดดออกมานอกอก
- หายใจเร็ว หอบเหนื่อย แม้จะไม่ได้ทำอะไรใช้แรง
- ความดันโลหิตเริ่มตก หน้ามืด วิงเวียนศีรษะเวลาลุกขึ้นยืน
- ซึมลง สับสน พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง หรือจำไม่ได้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน
- ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่
ใครบ้างเสี่ยงเป็นเหยื่อความรุนแรงนี้มากกว่าคนอื่น?
จริงๆ แล้วการติดเชื้อในกระแสเลือดเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่จำกัดเพศและวัย แต่จะมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ถ้าติดเชื้อแล้ว เชื้อโรคจะมีโอกาสลามเข้ากระแสเลือดได้ง่ายและเร็วกว่าคนอื่น ได้แก่
- ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป เพราะระบบภูมิคุ้มกันทำงานลดลง
- เด็กเล็กทารกแรกเกิดที่ภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่
- ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคตับแข็ง หรือมะเร็ง
- ผู้ที่ต้องทานยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ป่วยที่กำลังรักษาด้วยเคมีบำบัด
- คนที่มีแผลเรื้อรัง เช่น แผลเบาหวานที่เท้า หรือผู้ป่วยติดเตียงที่มีแผลกดทับ
วิธีดูแลรักษาในโรงพยาบาล
เมื่อคนไข้มาถึงมือแพทย์ด้วยสงสัยภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือด เวลาทุกนาทีมีค่ามากครับ เราต้องทำงานแข่งกับเวลา ทีมแพทย์จะทำการเจาะเลือดเพื่อหาเชื้อและดูการทำงานของอวัยวะต่างๆ พร้อมกับให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อที่ตรงจุดอย่างรวดเร็วที่สุดทางหลอดเลือดดำ
นอกจากนี้ ยังต้องให้สารน้ำเพื่อรักษาระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และเฝ้าระวังอาการในหอผู้ป่วยวิกฤตอย่างใกล้ชิด เพราะถ้ารักษาช้าเกินไป อวัยวะสำคัญอาจเสียหายถาวรและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
การป้องกันที่ดีที่สุดเริ่มต้นจากตรงไหน?
แม้ฟังดูน่ากลัว แต่การติดเชื้อในกระแสเลือดส่วนใหญ่ป้องกันได้จากการดูแลสุขภาพพื้นฐานและการรักษาการติดเชื้อเบื้องต้นให้หายขาด เช่น เวลาที่เป็นแผลต้องล้างแผลให้สะอาด อย่าปล่อยให้แผลอักเสบลุกลาม หากเป็นโรคเรื้อรังต้องทานยาและควบคุมอาการให้ดี และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีไข้สูงร่วมกับอาการอ่อนเพลีย หายใจเร็ว หรือซึมลง อย่ารอดูอาการอยู่ที่บ้านนานเกินไป รีบมาพบแพทย์เพื่อให้ตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ ดีที่สุดครับ