คุณผู้หญิงหลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องการตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือบางคู่ก็ประสบปัญหาพยายามมีลูกมานานแต่ยังไม่สำเร็จสักที สิ่งเหล่านี้สร้างความกังวลใจไม่น้อยเลยทีเดียว วันนี้หมออยากชวนมาคุยกันถึงภัยเงียบที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือ 'การติดเชื้อเรื้อรัง' ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อทั้งความเสี่ยงในการตั้งครรภ์นอกมดลูก และภาวะมีบุตรยากในอนาคต
ท้องนอกมดลูกคืออะไร? ทำไมถึงอันตราย?
ตามธรรมชาติแล้ว เมื่ออสุจิปฏิสนธิกับไข่ ตัวอ่อนที่เกิดขึ้นจะเดินทางจากท่อนำไข่มาฝังตัวที่โพรงมดลูก ซึ่งเป็นบ้านที่ปลอดภัยและพร้อมสำหรับการเจริญเติบโตตลอด 9 เดือน แต่ในบางครั้ง ตัวอ่อนกลับไปฝังตัวอยู่ผิดที่ผิดทาง ไม่ใช่ในโพรงมดลูก แต่อาจไปฝังในท่อนำไข่, รังไข่, ปากมดลูก หรือแม้แต่ในช่องท้องเอง เราเรียกภาวะนี้ว่า 'การตั้งครรภ์นอกมดลูก'
การตั้งครรภ์นอกมดลูกเป็นภาวะอันตราย เพราะอวัยวะที่ตัวอ่อนไปฝังตัวนั้นไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารก เมื่อตัวอ่อนโตขึ้น อวัยวะนั้นจะฉีกขาด ทำให้เกิดเลือดออกภายในช่องท้องอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ติดเชื้อเรื้อรัง...ภัยร้ายที่ซ่อนอยู่ต่อการตั้งครรภ์และภาวะมีบุตรยาก
คุณอาจไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังมีการติดเชื้อซ่อนอยู่ และการติดเชื้อเรื้อรังนี่แหละคือหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์นอกมดลูกและภาวะมีบุตรยาก
เมื่อเชื้อโรคบุกรุก: โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ (PID) ตัวร้ายทำลายระบบสืบพันธุ์
โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease - PID) คือการอักเสบติดเชื้อที่เกิดขึ้นกับอวัยวะในอุ้งเชิงกรานของผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นมดลูก ท่อนำไข่ หรือรังไข่ โดยส่วนใหญ่แล้วเชื้อโรคจะเดินทางจากช่องคลอดหรือปากมดลูกขึ้นไปยังอวัยวะภายใน การอักเสบเรื้อรังนี้นำไปสู่การเกิดพังผืด การตีบตัน หรือความเสียหายต่อโครงสร้างของอวัยวะเหล่านั้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการตั้งครรภ์
เชื้อโรคตัวไหนบ้างที่มักเป็นต้นตอของปัญหา?
เชื้อโรคหลายชนิดสามารถทำให้เกิด PID ได้ แต่ที่พบบ่อยและมีความสำคัญอย่างยิ่งคือ เชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) เช่น
- เชื้อคลาไมเดีย (Chlamydia trachomatis): มักไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก ทำให้ผู้หญิงหลายคนไม่รู้ว่าติดเชื้อและปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นเรื้อรัง
- เชื้อหนองใน (Neisseria gonorrhoeae): เป็นอีกหนึ่งเชื้อที่ทำให้เกิดการอักเสบรุนแรง และเป็นสาเหตุหลักของ PID
- นอกจากนี้ เชื้อแบคทีเรียอื่นๆ ที่พบได้ตามปกติในช่องคลอด เช่น เชื้อที่ทำให้เกิดช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย (Bacterial Vaginosis) ก็อาจเดินทางขึ้นไปทำให้เกิด PID ได้เช่นกัน
แล้วเชื้อโรคพวกนี้ทำร้ายระบบสืบพันธุ์ของเรายังไง?
การติดเชื้อนำไปสู่ท้องนอกมดลูกได้ยังไง?
เมื่อเกิดการอักเสบติดเชื้อเรื้อรังในท่อนำไข่ ผนังท่อนำไข่จะเกิดความเสียหาย มีพังผืดเกิดขึ้น ทำให้ท่อนำไข่ตีบตัน ไม่ยืดหยุ่น หรือเสียหายบริเวณขนโบกพัด (cilia) ที่อยู่ภายในท่อนำไข่ ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการช่วยพัดพาไข่ที่ปฏิสนธิแล้วให้เดินทางไปยังโพรงมดลูก
- เมื่อท่อนำไข่เสียหายหรือตีบตัน ตัวอ่อนจึงไม่สามารถเดินทางผ่านไปถึงโพรงมดลูกได้
- ตัวอ่อนจึงไปฝังตัวอยู่ในท่อนำไข่แทน ทำให้เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก
ทำไมถึงมีลูกยากเพราะเชื้อเรื้อรัง?
ความเสียหายจากการติดเชื้อเรื้อรัง ไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องท้องนอกมดลูกเท่านั้น แต่ยังเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะมีบุตรยากด้วย
- ท่อนำไข่อุดตัน/เสียหาย: นี่คือสาเหตุหลักของการมีบุตรยากที่เกิดจากการติดเชื้อ เมื่อท่อนำไข่อุดตัน ไข่กับอสุจิไม่สามารถมาเจอกันเพื่อปฏิสนธิได้ หรือแม้จะปฏิสนธิแล้ว ตัวอ่อนก็เดินทางไปฝังตัวในมดลูกไม่ได้
- การอักเสบที่รังไข่: บางครั้งการติดเชื้ออาจลามไปถึงรังไข่ ทำให้การทำงานของรังไข่ผิดปกติ การตกไข่มีปัญหา หรือเกิดถุงหนองที่รังไข่ได้
- พังผืดในช่องท้อง: การอักเสบรุนแรงอาจทำให้เกิดพังผืดเกาะติดอวัยวะต่างๆ ในอุ้งเชิงกราน เช่น รังไข่กับท่อนำไข่ ทำให้ท่อนำไข่ไม่สามารถเคลื่อนไหวเพื่อรับไข่ที่ตกออกมาได้ตามปกติ
อาการแบบไหนที่ต้องสงสัยว่ามีการติดเชื้อซ่อนอยู่?
น่าเสียดายที่การติดเชื้อเรื้อรัง โดยเฉพาะเชื้อคลาไมเดีย มักจะ ไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย ในระยะแรกๆ ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวจนกระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม หากคุณมีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาคุณหมอทันที
- ปวดท้องน้อยเรื้อรังหรือไม่สบายท้อง
- มีไข้ หนาวสั่น
- ตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นเหม็น หรือเปลี่ยนสี
- มีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด เช่น เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือเลือดออกกะปริบกะปรอย
- ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์
- ปวดหรือแสบขณะปัสสาวะ
แม้ไม่มีอาการ ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณปลอดภัย การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย หรือมีประวัติความเสี่ยง
ไม่อยากเสี่ยงท้องนอกมดลูกและมีบุตรยาก...ต้องทำอย่างไร?
ป้องกันดีกว่าแก้: ปรับพฤติกรรมดูแลตัวเอง
- มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย: ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย: เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสกับเชื้อโรค
- รักษาความสะอาด: รักษาความสะอาดของอวัยวะเพศอย่างเหมาะสม แต่ไม่ควรสวนล้างช่องคลอด เพราะจะไปรบกวนสมดุลของเชื้อแบคทีเรียที่ดี
- ตรวจคัดกรองเป็นประจำ: หากคุณมีความเสี่ยง หรือสงสัยว่าอาจสัมผัสเชื้อ ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ
สงสัยอย่ารอช้า: มาพบคุณหมอเพื่อตรวจและรักษา
- หากมีอาการผิดปกติใดๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น อย่าลังเลที่จะมาพบคุณหมอ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง
- หากได้รับการวินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อ ควร รักษาให้ครบตามกำหนด แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อให้แน่ใจว่าเชื้อโรคถูกกำจัดหมดไป และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน
- ในกรณีที่คู่ของคุณได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ ก็ควรมาตรวจและรักษาพร้อมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำไปซ้ำมา
ดูแลตัวเองวันนี้ เพื่ออนาคตการมีครอบครัวที่สดใส
การเข้าใจถึงความเสี่ยงและภัยเงียบจากการติดเชื้อเรื้อรัง จะช่วยให้คุณผู้หญิงทุกคนสามารถดูแลตัวเองได้ดียิ่งขึ้น หมออยากให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันและการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปกป้องสุขภาพระบบสืบพันธุ์ และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตการมีครอบครัวที่สมบูรณ์แข็งแรงในแบบที่ต้องการ