ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมการเห็นลูกป่วยถึงทำให้หัวใจพ่อแม่แตกสลาย?

วินาทีที่ประตูหอผู้ป่วยเด็กปิดลง พร้อมกับคำแนะนำของแพทย์ว่า 'น้องต้องเข้ารับการรักษาเป็นป่วยในเพื่อเฝ้าระวังอาการ' หัวใจของคุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม บรรยากาศของหอผู้ป่วยเด็ก เสียงเตือนจากเครื่องติดตามการทำงานของหัวใจ สายน้ำเกลือ หรือแม้กระทั่งกลิ่นยาในโรงพยาบาล มักกระตุ้นให้เกิดความเครียดและความวิตกกังวลอย่างรุนแรงโดยไม่ทันตั้งตัว

ในฐานะกุมารแพทย์ หมอมักจะเห็นภาพคุณพ่อคุณแม่นั่งเฝ้าไข้ข้างเตียงด้วยดวงตาที่อิดโรยและเต็มไปด้วยความกังวล บางท่านไม่กล้าแม้แต่จะหลับตาเพราะกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูก การมีความรู้สึกเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ได้หมายความว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นคนอ่อนแอ แต่เป็นปฏิกิริยาทางจิตวิทยาตามธรรมชาติของผู้เป็นพ่อแม่เมื่อเห็นสัญชาตญาณความปลอดภัยของลูกถูกคุกคาม

ถอดรหัสภาวะทางจิตวิทยา: สิ่งที่เกิดขึ้นในใจพ่อแม่เมื่ออยู่ในหอผู้ป่วยเด็ก

ความวิตกกังวลของผู้ปกครองในหอผู้ป่วยเด็กมักมาจากหลายปัจจัยทางจิตวิทยาที่ซับซ้อน การเข้าใจต้นตอของความรู้สึกเหล่านี้จะช่วยให้เราเท่าทันและจัดการกับมันได้ดีขึ้น

  • ความรู้สึกสูญเสียการควบคุม (Loss of Control): จากเดิมที่คุณพ่อคุณแม่เป็นผู้กำหนดชีวิตประจำวันของลูก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร การนอน หรือการเล่น แต่เมื่อเข้าโรงพยาบาล อำนาจการตัดสินใจส่วนใหญ่จะย้ายไปอยู่ที่ทีมแพทย์และพยาบาล ทำให้เกิดความรู้สึกเคว้งคว้างและไร้กำลัง
  • ความรู้สึกผิดและความละอาย (Guilt and Self-Blame): พ่อแม่หลายคนมักตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำๆ เช่น 'เพราะเราดูแลลูกไม่ดีหรือเปล่า?' หรือ 'ถ้าเราพามาหาหมอเร็วกว่านี้ ลูกคงไม่ต้องเจ็บตัว' ซึ่งความรู้สึกผิดนี้เป็นตัวการสำคัญที่เพิ่มความเครียดโดยไม่จำเป็น
  • ความกลัวสิ่งที่ไม่รู้ (Fear of the Unknown): ศัพท์ทางการแพทย์ ผลการตรวจเลือด หรือการหัตถการต่างๆ ที่ไม่คุ้นเคย สามารถสร้างความหวาดกลัวและทำให้จินตนาการไปในทางที่เลวร้ายที่สุดได้เสมอ
  • ภาวะถดถอยทางอารมณ์จากความเหนื่อยล้า: การอดนอนติดต่อกัน ผสมผสานกับการเปลี่ยนแปลงสถานที่และอาหารการกิน ส่งผลให้ความสามารถในการรับมือกับความเครียดลดลงอย่างมาก

เมื่อความวิตกกังวลของพ่อแม่ ส่งผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวของลูก

สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่อาจไม่ทันสังเกต คือ เด็กมีความไวต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้ใหญ่รอบข้างอย่างมหาศาล ทางจิตวิทยาเรียกว่าภาวะการส่งผ่านอารมณ์ (Emotional Contagion) ทารกและเด็กเล็กจะรับรู้ความเครียดของพ่อแม่ผ่านสีหน้า น้ำเสียง น้ำหนักการอุ้ม และท่าทาง

หากคุณพ่อคุณแม่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล เด็กจะรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ปลอดภัย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว งอแง ร้องไห้ไม่หยุด และปฏิเสธการรักษา ในทางกลับกัน หากพ่อแม่มีสติและสงบ สายตาและสัมผัสที่อบอุ่นจะเป็นเกราะป้องกันทางใจชั้นดีที่ช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัย ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจของเด็กจะคงที่ ซึ่งส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันและการฟื้นตัวของร่างกายอย่างชัดเจน

การดูแลจิตใจของตนเองให้เข้มแข็ง ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว แต่คือส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษาลูกน้อยอย่างแท้จริง

5 วิธีรับมือความวิตกกังวล และดูแลใจตนเองขณะดูแลลูกในโรงพยาบาล

1. ปรับความคิดและหยุดโทษตัวเอง

ต้องยอมรับว่าการป่วยของเด็กเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติของวัย การที่ลูกต้องนอนโรงพยาบาลไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดี เลิกตั้งคำถามว่า 'ทำไมถึงเกิดเรื่องนี้ขึ้น' แล้วเปลี่ยนโฟกัสมาที่ 'ตอนนี้เราจะช่วยกันดูแลลูกอย่างไรให้ดีที่สุด'

2. สื่อสารกับทีมแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพ

ความกลัวมักเกิดจากความไม่รู้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการรักษา ตัวยา หรือผลการตรวจ อย่าลังเลที่จะจดหัวข้อที่กังวลไว้แล้วสอบถามแพทย์หรือพยาบาลในช่วงเวลาที่เหมาะสม การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนจะช่วยลดความวิตกกังวลจากจินตนาการลงได้มาก

3. บริหารจัดการการนอนและการพักผ่อน (Self-Care)

หากเป็นไปได้ ควรจัดสรรเวลาสลับหน้าที่การเฝ้าไข้กับคู่สมรสหรือคนในครอบครัว คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องได้รับอาหารที่เพียงพอ และได้นอนหลับพักผ่อนบ้าง การฝืนร่างกายจนล้มป่วยไปอีกคน จะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง

4. สร้างมุมที่คุ้นเคยในห้องพัก

สิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลอาจดูแปลกแยกและน่ากลัว การนำของชิ้นโปรดของลูกจากบ้าน เช่น นิทานเล่มโปรด ตุ๊กตาน่ารัก หรือผ้าเน่า รวมถึงหมอนหรือผ้าห่มที่คุณพ่อคุณแม่คุ้นเคย มาไว้ในห้องพัก จะช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและลดความตื่นกลัวสถานที่ลงได้

5. สื่อสารกับลูกอย่างจริงใจด้วยความสงบ

สำหรับเด็กที่พอจะพูดคุยรู้เรื่อง หลีกเลี่ยงการโกหกลูกว่า 'ไม่เจ็บเลย' หรือ 'หมอแค่อยากเจอ' เพราะเมื่อเด็กต้องเผชิญกับการฉีดยาหรือพ่นยาจริง เด็กจะสูญเสียความไว้วางใจ ให้เปลี่ยนเป็นการพูดความจริงอย่างนุ่มนวล เช่น 'การฉีดยาอาจจะเจ็บเหมือนมดกัดแป๊บเดียว แต่จะช่วยให้เชื้อโรคออกไปจากร่างกายหนู แล้วหมอจะอยู่ข้างๆ หนูกอดหมอนไว้แน่นๆ นะ'

ข้อคิดจากหมอเด็ก: การดูแลหัวใจคุณพ่อคุณแม่ คือส่วนหนึ่งของการรักษาลูกน้อย

ในหอผู้ป่วยเด็ก แพทย์ไม่ได้ดูแลเพียงแค่สัญญาณชีพหรือผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของเด็กเท่านั้น แต่ทีมบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนตระหนักดีถึงความทุกข์ใจของผู้ปกครอง หากคุณพ่อคุณแม่รู้สึกว่าความเครียดหนักหนาจนเริ่มรับไม่ไหว หรือมีภาวะดิ่งทางอารมณ์ อย่าลังเลที่จะพูดคุยกับพยาบาลประจำเคาน์เตอร์หรือแจ้งแพทย์เจ้าของไข้ โรงพยาบาลหลายแห่งมีทีม นักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์ที่พร้อมจะเข้ามาช่วยดูแลจิตใจของคุณพ่อคุณแม่เช่นกัน

จดจำไว้เสมอว่า ยาที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยเมื่อต้องนอนโรงพยาบาล ไม่ใช่เพียงแค่ยาปฏิชีวนะหรือน้ำเกลือ แต่คืออ้อมกอดที่อบอุ่น สายตาที่มั่นคง และอารมณ์ที่สงบของคุณพ่อคุณแม่ การดูแลหัวใจตัวเองให้แข็งแรง จึงเป็นการมอบพลังรักษาที่ดีที่สุดให้แก่ลูกน้อยของคุณ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down