หลายคนน่าจะเคยเห็นคนใกล้ตัว โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่หรือผู้สูงอายุในบ้าน ต้องเผชิญกับความทรมานของโรคงูสวัด ตุ่มน้ำใสที่ขึ้นตามแนวเส้นประสาทอาจจะค่อยๆ แห้งและหายไปในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่สิ่งที่ทิ้งไว้และน่ากลัวที่สุดคือ อาการปวดแสบปวดร้อนตามแนวเส้นประสาทที่ทรมานจนนอนไม่ได้ บางคนเป็นเรื้อรังยาวนานหลายเดือนหรือเป็นปี ความปวดนี้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก การฉีดวัคซีนจึงเป็นทางเลือกสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อไม่ให้โรคร้ายนี้กลับมารังควาน
โรคงูสวัดเกิดจากอะไร ทำไมถึงซ่อนอยู่ในร่างกายเราได้เป็นสิบๆ ปี?
ก่อนจะไปทำความรู้จักกับตัววัคซีน อยากชวนมาเข้าใจกลไกของโรคนี้กันก่อน โรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส นั่นคือ Varicella Zoster Virus (VZV) เมื่อเราเคยเป็นโรคอีสุกอีใสในวัยเด็ก แม้ตุ่มแผลจะหายดีแล้ว แต่เชื้อไวรัสไม่ได้หายไปไหน หากแต่ย้ายไปซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาทในร่างกายอย่างสงบ
เมื่อเวลาผ่านไป จนกระทั่งเราอายุมากขึ้น หรือมีช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันตก ไวรัสที่เคยซ่อนอยู่ก็จะฉวยโอกาสนี้ 'ตื่นขึ้นมา' แล้ววิ่งตามแนวเส้นประสาทออกมาแสดงอาการเป็นผื่น ตุ่มน้ำใส และสร้างความปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรง
วัคซีนงูสวัดชนิดตัวเป็นที่อ่อนฤทธิ์ คืออะไรและทำงานอย่างไรในร่างกาย?
วัคซีนงูสวัดชนิดตัวเป็นที่อ่อน (Live Attenuated Zoster Vaccine) คือวัคซีนที่ผลิตจากการนำเชื้อไวรัสงูสวัดสายพันธุ์ที่ถูกทำให้เพาะเลี้ยงจนอ่อนฤทธิ์ลงมาก จนไม่สามารถก่อโรคในคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติได้ มาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Subcutaneous injection)
เมื่อฉีด วัคซีนงูสวัดชนิดตัวเป็นที่อ่อน เข้าสู่ร่างกาย ไวรัสที่อ่อนฤทธิ์นี้จะเข้าไปกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันชนิดเซลล์ (Cell-mediated immunity) ของเราตื่นตัว และสร้างปราการป้องกันขึ้นมาใหม่ เพื่อคุมไม่ให้เชื้อไวรัสเดิมที่ซ่อนตามปมประสาทสามารถออกมาทำอันตรายร่างกายได้
ใครบ้างที่เหมาะสมกับการรับวัคซีนชนิดนี้?
โดยทั่วไปแล้ว การเลือกฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดมีข้อพิจารณาตามกลุ่มอายุและสภาพร่างกาย ดังนี้
- ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป: เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเริ่มเสื่อมถอยลงตามวัย ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคงูสวัดและภาวะแทรกซ้อนอย่างอาการปวดเส้นประสาทเรื้อรังสูงขึ้นมาก
- ผู้ที่มีอายุ 50-59 ปี: สามารถฉีดได้เช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน หรือผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงของการเกิดโรค
- ผู้ที่เคยเป็นโรคงูสวัดมาแล้ว: แม้จะเคยเป็นงูสวัดมาก่อนก็สามารถฉีดได้ เพราะโรคนี้มีโอกาสเป็นซ้ำได้ โดยแนะนำให้เว้นระยะห่างหลังจากหายป่วยจากงูสวัดอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปี ก่อนมารับวัคซีน
ข้อควรระวังสำคัญ: กลุ่มคนที่ "ห้ามฉีด" วัคซีนงูสวัดชนิดตัวเป็นที่อ่อนฤทธิ์ เด็ดขาด
เนื่องจากวัคซีนชนิดนี้ทำมาจากเชื้อไวรัสที่มีชีวิต (แม้จะอ่อนฤทธิ์แล้วก็ตาม) หัวใจสำคัญทางการแพทย์คือ ห้ามใช้ในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง เพราะไวรัสในวัคซีนอาจเพิ่มจำนวนและก่อให้เกิดอันตรายได้ กลุ่มที่ไม่ควรรักษาด้วยวัคซีนชนิดนี้ ได้แก่
- ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อยู่ระหว่างรับยาเคมีบำบัด หรือการฉายรังสีรักษา
- ผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีระดับภูมิคุ้มกัน (CD4) ต่ำมากๆ
- ผู้ที่กำลังได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ยาสเตียรอยด์ขนาดสูง หรือยากลุ่มชีววัตถุ (Biologics)
- หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่วางแผนจะตั้งครรภ์ภายใน 1 เดือนหลังฉีดวัคซีน
- ผู้ที่มีประวัติแพ้สารส่วนประกอบในวัคซีนอย่างรุนแรง เช่น ยาปฏิชีวนะ Neomycin หรือเจลาติน (Gelatin)
- ผู้ที่มีไข้สูง หรือกำลังเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อแบบเฉียบพลัน ควรรอให้หายดีก่อนฉีด
ฉีดวัคซีนกี่เข็ม และออกฤทธิ์ได้ดีแค่ไหน?
ข้อดีของ วัคซีนงูสวัดชนิดตัวเป็นที่อ่อน คือการรับประทานหรือฉีดเพียง 1 เข็ม เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องนัดมาฉีดซ้ำหลายรอบ
ในแง่ของประสิทธิภาพ วัคซีนชนิดนี้สามารถลดโอกาสเกิดโรคงูสวัดได้ประมาณ 50-70% ในผู้สูงอายุ และที่สำคัญคือ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะปวดเส้นประสาทเรื้อรัง (Postherpetic Neuralgia) ได้สูงถึงประมาณ 66% ซึ่งหมายความว่า ถึงแม้จะเกิดแจ็กพอตเป็นโรคงูสวัดหลังฉีด แต่อาการปวดและความรุนแรงของโรคจะลดลงอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนชนิดตัวเป็นจะค่อยๆ ลดลงตามกาลเวลา (ประมาณ 5-8 ปีหลังฉีด) ซึ่งเป็นเรื่องปกติของกลไกภูมิคุ้มกันในร่างกาย
อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีน: สังเกตและดูแลตัวเองอย่างไร?
หลังการฉีด วัคซีนงูสวัดชนิดตัวเป็นที่อ่อน อาการส่วนใหญ่ที่พบมักเป็นอาการข้างเคียงเล็กน้อยและหายได้เองภายใน 2-3 วัน
อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย
- บริเวณที่ฉีด: มีอาการปวด บวม แดง คัน หรือตึงบริเวณต้นแขนที่ฉีด
- อาการทางร่างกายทั่วไป: มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ รูสึกอ่อนเพลีย หรือปวดเมื่อยตามตัว
วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการ
- หากมีอาการปวดตึงหรือบวมบริเวณที่ฉีด สามารถใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบเบาๆ เพื่อลดอาการอักเสบ
- หากมีไข้ต่ำๆ หรือปวดศีรษะ สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้ตามขนาดที่เหมาะสม
- พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาด และหลีกเลี่ยงการนวดเค้นบริเวณที่ฉีดวัคซีน
อาการแบบไหนหลังฉีดวัคซีน ที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที?
แม้ว่าผลข้างเคียงรุนแรงจะพบได้น้อยมาก แต่การสังเกตสัญญาณเตือนเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม หากมีอาการเหล่านี้หลังฉีดวัคซีน ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
- อาการแพ้วัคซีนขั้นรุนแรง (Anaphylaxis) เช่น หายใจลำบาก หายใจติดขัด เสียงหวีด ผื่นคันขึ้นทั่วตัว หน้าบวม ปากบวม หรือเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม
- มีตุ่มน้ำใสขึ้นกระจายทั่วร่างกายคล้ายโรคอีสุกอีใสหรือโรคงูสวัด
- มีไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วัน และอาการไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยาพาราเซตามอล
คำแนะนำจากหมอในการเลือกวัคซีนป้องกันงูสวัด
การป้องกันโรคงูสวัดด้วยวัคซีนเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความทรมานและค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะปวดเส้นประสาทเรื้อรัง หากคุณมีอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือมีคนในครอบครัวที่เป็นผู้สูงอายุ ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวเพื่อประเมินประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว และยาที่รับประทานอยู่เป็นประจำ เพื่อเลือกรับวัคซีนป้องกันงูสวัดที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดสำหรับร่างกายของคุณ