เวลาที่นั่งตรวจคนไข้ในห้องตรวจแล้วเจอเคสที่มีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนแทบไม่มีแรงจะลุกขึ้นยืน หลายคนมักจะนึกถึงโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวานหรือโรคกระดูกทับเส้นประสาทเป็นอันดับแรก แต่ในฐานะหมอ มีโรคคลาสสิกอีกโรคหนึ่งที่ถูกลืมไปนานแต่ยังคงแอบซ่อนอยู่ นั่นคือ โรคเบอร์รี่เบอร์รี่ ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายขาดวิตามินบี 1 หรือไทอามีนอย่างรุนแรง ฟังดูอาจจะเหมือนชื่อผลไม้ทานเล่น แต่จริงๆ แล้วนี่คือโรคที่เคยคร่าชีวิตคนมาแล้วนับไม่ถ้วน และในปัจจุบันก็ยังพบได้ประปรายในคนที่กินอาหารไม่ครบถ้วน
วิตามินบี 1 หายไปไหน ทำไมร่างกายถึงพังได้ขนาดนี้?
เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด ลองนึกภาพว่าวิตามินบี 1 ทำหน้าที่เหมือนหัวใจสำคัญในโรงงานผลิตพลังงานของเซลล์ โดยเฉพาะเซลล์สมองและเซลล์ประสาทที่ต้องใช้พลังงานตลอดเวลา หากร่างกายขาดเจ้าตัวนี้เปรียบเสมือนโรงงานไฟฟ้าดับกะทันหัน อวัยวะที่ต้องการพลังงานสูงอย่างระบบประสาทและหัวใจจึงเริ่มทำงานผิดปกติ สาเหตุหลักไม่ได้เกิดจากการอดอยากเสมอไป แต่พบบ่อยในคนที่กินอาหารจำพวกแป้งขัดขาวเป็นหลัก เช่น ข้าวขาว อาหารแปรรูป หรือคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ซึ่งแอลกอฮอล์ไปขัดขวางการดูดซึมวิตามินบี 1 ในลำไส้อย่างรุนแรง รวมถึงคนที่อาเจียนเรื้อรังหรือตั้งครรภ์แล้วแพ้ท้องหนักๆ ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน
สัญญาณเตือนภัย: แบบไหนที่เรียกว่าเบอร์รี่เบอร์รี่แบบแห้งและแบบเปียก?
ในทางการแพทย์ เราจะแบ่งโรคเบอร์รี่เบอร์รี่ออกเป็นสองแบบหลักๆ ตามอวัยวะที่แสดงอาการเด่นชัด ซึ่งคนไข้ต้องสังเกตตัวเองให้ดี
เมื่อระบบประสาทเริ่มประท้วง หรือเบอร์รี่เบอร์รี่แบบแห้ง
อาการเริ่มแรกมักจะมาแบบเงียบๆ คนไข้จะรู้สึกชาที่ปลายมือปลายเท้าเหมือนมีมดเดิน ตะคริวถามหาบ่อยตอนกลางคืน เดินแล้วรู้สึกเหมือนขาไม่มีแรง ทรงตัวได้ไม่ดี ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา กล้ามเนื้อขาจะฝ่อลีบลงเรื่อยๆ จนเดินไม่ได้ในที่สุด ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุที่กินอาหารจำพวกเดิมซ้ำๆ หรือคนที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง
เมื่อหัวใจเริ่มทำงานหนักจนเหนื่อยล้า หรือเบอร์รี่เบอร์รี่แบบเปียก
แบบนี้น่ากลัวกว่าเพราะเกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนโลหิตโดยตรง คนไข้จะมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ หอบเหนื่อยเวลาออกแรง ขาบวมกดบุ๋มเพราะมีน้ำคั่งในร่างกาย และหัวใจเต้นเร็ว เนื่องจากหัวใจต้องสูบฉีดเลือดแรงขึ้นเพื่อชดเชยภาวะที่หลอดเลือดขยายตัวจากพิษของการขาดวิตามิน หากปล่อยไว้จนหัวใจวายเฉียบพลัน อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว
เช็กความเสี่ยงเบื้องต้น: ใครบ้างที่เข้าข่ายต้องระวังเป็นพิเศษ?
กลุ่มคนที่ควรหันมาใส่ใจเรื่องวิตามินบี 1 เป็นพิเศษ ได้แก่:
- ผู้ที่บริโภคข้าวขาวหรือแป้งขัดสีเป็นอาหารหลักโดยไม่ค่อยทานเนื้อสัตว์ ถั่ว หรือผักใบเขียว
- ผู้ที่มีพฤติกรรมการดื่มสุราเป็นประจำและยาวนาน
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องล้างไตเป็นประจำ
- คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้ท้องรุนแรงจนทานอาหารไม่ได้หลายสัปดาห์
- ผู้ที่ผ่านการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารเพื่อลดความอ้วน
การวินิจฉัยและการดูแลรักษาจากมุมมองของหมอ
เวลาที่หมอสงสัยว่าคนไข้จะเป็นโรคเบอร์รี่เบอร์รี่ การตรวจร่างกายอย่างละเอียดและการซักประวัติเรื่องอาหารการกินมีความสำคัญมาก บางครั้งอาจต้องเจาะเลือดตรวจระดับวิตามินบี 1 หรือดูการตอบสนองต่อการรักษา ข่าวดีคือโรคนี้รักษาให้หายขาดได้ไม่ยากหากเจอตัวการเร็ว การได้รับวิตามินบี 1 ทดแทน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบรับประทานหรือการฉีดเข้าหลอดเลือดดำในรายที่มีอาการรุนแรง จะทำให้ร่างฟื้นตัวได้อย่างน่าอัศจรรย์ อาการชาจะค่อยๆ ดีขึ้น และหัวใจที่เคยทำงานหนักจะกลับมาเต้นเป็นปกติ
ปรับเปลี่ยนมื้ออาหารวันนี้ เพื่อป้องกันโรคที่ป้องกันได้
การป้องกันโรคเบอร์รี่เบอร์รี่ทำได้ง่ายที่สุดที่จานอาหารของเราเอง ลองเปลี่ยนมารับประทานข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ หรือธัญพืชไม่ขัดสี เสริมด้วยเนื้อสัตว์ไม่ไขมัน ไข่แดง ถั่วชนิดต่างๆ และผักใบเขียวให้หลากหลาย หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากติดต่อกัน เพียงเท่านี้ก็ช่วยคืนพลังงานให้เซลล์ประสาทและหัวใจของเราแข็งแรงไปได้อีกนาน