ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลายคนอาจเคยเจออาการปลายมือปลายเท้าชาหลังจากนั่งพับเพียบหรือนั่งทับขานานๆ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและหายไปได้เอง แต่ถ้าอยู่ดีๆ อาการชาเหล่านั้นเริ่มเกิดขึ้นเป็นประจำโดยไม่มีสาเหตุ มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วย หรือเหนื่อยง่ายจนหายใจไม่ทั่วท้อง นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคเบอร์รี่เบอร์รี่ หรือโรคขาดวิตามินบี 1 ที่ชื่อฟังดูคล้ายผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ แต่ความจริงแล้วเป็นภาวะสุขภาพที่ต้องเร่งดูแลก่อนจะส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและหัวใจ

ทำไมร่างกายเราถึงขาดวิตามินบี 1 จนกลายเป็นโรคนี้?

วิตามินบี 1 หรือไทอามีน (Thiamine) เป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากการรับประทานอาหารในแต่ละวันเท่านั้น หน้าที่หลักของวิตามินชนิดนี้คือการทำหน้าที่เป็นตัวช่วยเปลี่ยนอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต แป้ง และน้ำตาล ให้กลายเป็นพลังงานส่งไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะสมอง หัวใจ และระบบประสาทส่วนปลาย

เมื่อร่างกายขาดวิตามินบี 1 เซลล์ต่างๆ จะเริ่มขาดพลังงานในการทำงาน ส่งผลให้ระบบประสาทเริ่มอักเสบ และระบบไหลเวียนโลหิตทำงานผิดปกติ ซึ่งภาวะนี้เองที่เป็นต้นตอของการเกิด โรคเบอร์รี่เบอร์รี่

สัญญาณเตือนของโรคเบอร์รี่เบอร์รี่: เช็กอาการแบบไหนที่เรียกว่าอันตราย

ทางการแพทย์จะแบ่งอาการของโรคนี้ออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ตามระบบอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนดังนี้

เหน็บชาแบบแห้ง (Dry Beriberi): เมื่อระบบประสาทเริ่มประท้วง

อาการประเภทนี้จะเน้นไปที่ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนปลาย คนไข้มักเริ่มจากอาการชาที่ปลายมือปลายเท้า มีความรู้สึกเหมือนเข็มทิ่มยิบๆ หรือปวดแสบปวดร้อน หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาการชาจะค่อยๆ ลามขึ้นมาด้านบน กล้ามเนื้อแขนขาเริ่มลีบและอ่อนแรง จนทำให้มีปัญหาเรื่องการทรงตัว เดินลำบาก และในรายที่รุนแรงมากอาจส่งผลต่อสมอง ทำให้สับสน ซึม หรือความจำเสื่อมชั่วขณะ

เหน็บชาแบบเปียก (Wet Beriberi): เมื่อหัวใจและหลอดเลือดทำงานไม่ไหว

อาการประเภทนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดโดยตรง สังเกตได้จากคนไข้จะมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ แม้จะทำงานเบาๆ หรืออยู่เฉยๆ ก็รู้สึกหอบ หัวใจเต้นเร็ว และมีอาการบวมน้ำตามร่างกาย โดยเฉพาะที่ขาทั้งสองข้าง เนื่องจากหัวใจไม่มีกำลังพอที่จะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายและดึงน้ำกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนได้ดีพอ หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูงต่อการขาดวิตามินบี 1 โดยไม่รู้ตัว?

ถึงแม้ว่าในยุคนี้เราจะสามารถเข้าถึงอาหารการกินได้ง่ายขึ้น แต่ก็ยังคงมีกลุ่มเสี่ยงเฉพาะที่อาจเกิดภาวะขาดวิตามินบี 1 และเป็น โรคเบอร์รี่เบอร์รี่ ได้มากกว่าคนทั่วไป:

  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ: แอลกอฮอล์จะเข้าไปขัดขวางการดูดซึมวิตามินบี 1 ที่บริเวณลำไส้เล็ก และทำให้ร่างกายขับวิตามินชนิดนี้ออกทางปัสสาวะมากขึ้น อีกทั้งกลุ่มผู้ดื่มสุรามักมีพฤติกรรมการทานอาหารไม่ครบห้าหมู่
  • ผู้ที่บริโภคข้าวขัดสีเป็นอาหารหลักเพียงอย่างเดียว: เนื่องจากวิตามินบี 1 มักสะสมอยู่ที่บริเวณรำข้าวและจมูกข้าว การทานแต่ข้าวขาวขัดสีโดยไม่ทานเนื้อสัตว์หรือผักผลไม้อย่างเพียงพอ จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารชนิดนี้
  • คุณแม่ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร: ทารกที่ดื่มนมจากคุณแม่ที่มีภาวะขาดวิตามินบี 1 มีโอกาสเกิดโรคเหน็บชาในเด็กเล็ก ซึ่งเป็นอันตรายและอาจทำให้เด็กหายใจลำบาก ตัวเขียว และหัวใจโต
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง: เช่น ผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตเป็นประจำ ผู้ที่มีภาวะไทรอยด์เป็นพิษ หรือผู้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร ซึ่งส่งผลต่อการดูดซึมและนำสารอาหารไปใช้งาน

วิธีดูแลตัวเองและป้องกันไม่ให้โรคเบอร์รี่เบอร์รี่กลับมาทำร้ายเรา

ข่าวดีคือ โรคเบอร์รี่เบอร์รี่ เป็นโรคที่รักษาได้ไม่ยากหากตรวจพบและได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ แพทย์จะพิจารณาให้วิตามินบี 1 ทดแทนเพื่อฟื้นฟูร่างกายอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร

สำหรับการป้องกันในระยะยาว สามารถทำได้ง่ายๆ โดยเริ่มจากจานอาหารในแต่ละมื้อ:

  • เปลี่ยนมารับประทานข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือขนมปังโฮลวีต แทนข้าวขาวขัดสี
  • เพิ่มอาหารที่มีวิตามินบี 1 สูงในมื้ออาหาร เช่น เนื้อหมูแดง ไข่แดง ตับ และเครื่องในสัตว์
  • ทานถั่วและธัญพืชเป็นประจำ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน และงา
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารดิบ โดยเฉพาะปลาน้ำจืดดิบและหอยดิบ เพราะมีเอนไซม์ไทอะมิเนสที่สามารถทำลายวิตามินบี 1 ในร่างกายได้

หากเริ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติ เช่น มีอาการชาปลายมือปลายเท้าเรื้อรัง หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติโดยหาสาเหตุไม่ได้ การเข้าพบแพทย์เพื่อทำการตรวจร่างกายและรับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง จะช่วยให้เราดูแลรักษาสุขภาพได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่โรคนี้จะสร้างความเสียหายถาวรให้กับระบบประสาทและหัวใจของเรา

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down