หลายคนอาจเคยเจออาการปลายมือปลายเท้าชาหลังจากนั่งพับเพียบหรือนั่งทับขานานๆ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและหายไปได้เอง แต่ถ้าอยู่ดีๆ อาการชาเหล่านั้นเริ่มเกิดขึ้นเป็นประจำโดยไม่มีสาเหตุ มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วย หรือเหนื่อยง่ายจนหายใจไม่ทั่วท้อง นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคเบอร์รี่เบอร์รี่ หรือโรคขาดวิตามินบี 1 ที่ชื่อฟังดูคล้ายผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ แต่ความจริงแล้วเป็นภาวะสุขภาพที่ต้องเร่งดูแลก่อนจะส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและหัวใจ
ทำไมร่างกายเราถึงขาดวิตามินบี 1 จนกลายเป็นโรคนี้?
วิตามินบี 1 หรือไทอามีน (Thiamine) เป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากการรับประทานอาหารในแต่ละวันเท่านั้น หน้าที่หลักของวิตามินชนิดนี้คือการทำหน้าที่เป็นตัวช่วยเปลี่ยนอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต แป้ง และน้ำตาล ให้กลายเป็นพลังงานส่งไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะสมอง หัวใจ และระบบประสาทส่วนปลาย
เมื่อร่างกายขาดวิตามินบี 1 เซลล์ต่างๆ จะเริ่มขาดพลังงานในการทำงาน ส่งผลให้ระบบประสาทเริ่มอักเสบ และระบบไหลเวียนโลหิตทำงานผิดปกติ ซึ่งภาวะนี้เองที่เป็นต้นตอของการเกิด โรคเบอร์รี่เบอร์รี่
สัญญาณเตือนของโรคเบอร์รี่เบอร์รี่: เช็กอาการแบบไหนที่เรียกว่าอันตราย
ทางการแพทย์จะแบ่งอาการของโรคนี้ออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ตามระบบอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนดังนี้
เหน็บชาแบบแห้ง (Dry Beriberi): เมื่อระบบประสาทเริ่มประท้วง
อาการประเภทนี้จะเน้นไปที่ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนปลาย คนไข้มักเริ่มจากอาการชาที่ปลายมือปลายเท้า มีความรู้สึกเหมือนเข็มทิ่มยิบๆ หรือปวดแสบปวดร้อน หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาการชาจะค่อยๆ ลามขึ้นมาด้านบน กล้ามเนื้อแขนขาเริ่มลีบและอ่อนแรง จนทำให้มีปัญหาเรื่องการทรงตัว เดินลำบาก และในรายที่รุนแรงมากอาจส่งผลต่อสมอง ทำให้สับสน ซึม หรือความจำเสื่อมชั่วขณะ
เหน็บชาแบบเปียก (Wet Beriberi): เมื่อหัวใจและหลอดเลือดทำงานไม่ไหว
อาการประเภทนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดโดยตรง สังเกตได้จากคนไข้จะมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ แม้จะทำงานเบาๆ หรืออยู่เฉยๆ ก็รู้สึกหอบ หัวใจเต้นเร็ว และมีอาการบวมน้ำตามร่างกาย โดยเฉพาะที่ขาทั้งสองข้าง เนื่องจากหัวใจไม่มีกำลังพอที่จะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายและดึงน้ำกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนได้ดีพอ หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูงต่อการขาดวิตามินบี 1 โดยไม่รู้ตัว?
ถึงแม้ว่าในยุคนี้เราจะสามารถเข้าถึงอาหารการกินได้ง่ายขึ้น แต่ก็ยังคงมีกลุ่มเสี่ยงเฉพาะที่อาจเกิดภาวะขาดวิตามินบี 1 และเป็น โรคเบอร์รี่เบอร์รี่ ได้มากกว่าคนทั่วไป:
- ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ: แอลกอฮอล์จะเข้าไปขัดขวางการดูดซึมวิตามินบี 1 ที่บริเวณลำไส้เล็ก และทำให้ร่างกายขับวิตามินชนิดนี้ออกทางปัสสาวะมากขึ้น อีกทั้งกลุ่มผู้ดื่มสุรามักมีพฤติกรรมการทานอาหารไม่ครบห้าหมู่
- ผู้ที่บริโภคข้าวขัดสีเป็นอาหารหลักเพียงอย่างเดียว: เนื่องจากวิตามินบี 1 มักสะสมอยู่ที่บริเวณรำข้าวและจมูกข้าว การทานแต่ข้าวขาวขัดสีโดยไม่ทานเนื้อสัตว์หรือผักผลไม้อย่างเพียงพอ จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารชนิดนี้
- คุณแม่ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร: ทารกที่ดื่มนมจากคุณแม่ที่มีภาวะขาดวิตามินบี 1 มีโอกาสเกิดโรคเหน็บชาในเด็กเล็ก ซึ่งเป็นอันตรายและอาจทำให้เด็กหายใจลำบาก ตัวเขียว และหัวใจโต
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง: เช่น ผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตเป็นประจำ ผู้ที่มีภาวะไทรอยด์เป็นพิษ หรือผู้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร ซึ่งส่งผลต่อการดูดซึมและนำสารอาหารไปใช้งาน
วิธีดูแลตัวเองและป้องกันไม่ให้โรคเบอร์รี่เบอร์รี่กลับมาทำร้ายเรา
ข่าวดีคือ โรคเบอร์รี่เบอร์รี่ เป็นโรคที่รักษาได้ไม่ยากหากตรวจพบและได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ แพทย์จะพิจารณาให้วิตามินบี 1 ทดแทนเพื่อฟื้นฟูร่างกายอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
สำหรับการป้องกันในระยะยาว สามารถทำได้ง่ายๆ โดยเริ่มจากจานอาหารในแต่ละมื้อ:
- เปลี่ยนมารับประทานข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือขนมปังโฮลวีต แทนข้าวขาวขัดสี
- เพิ่มอาหารที่มีวิตามินบี 1 สูงในมื้ออาหาร เช่น เนื้อหมูแดง ไข่แดง ตับ และเครื่องในสัตว์
- ทานถั่วและธัญพืชเป็นประจำ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน และงา
- หลีกเลี่ยงการทานอาหารดิบ โดยเฉพาะปลาน้ำจืดดิบและหอยดิบ เพราะมีเอนไซม์ไทอะมิเนสที่สามารถทำลายวิตามินบี 1 ในร่างกายได้
หากเริ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติ เช่น มีอาการชาปลายมือปลายเท้าเรื้อรัง หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติโดยหาสาเหตุไม่ได้ การเข้าพบแพทย์เพื่อทำการตรวจร่างกายและรับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง จะช่วยให้เราดูแลรักษาสุขภาพได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่โรคนี้จะสร้างความเสียหายถาวรให้กับระบบประสาทและหัวใจของเรา