เวลาตรวจเจอโรคต้อหิน สิ่งแรกที่คุณหมอมักจะจ่ายให้เพื่อรักษาและควบคุมอาการก็คือยาหยอดตา ซึ่งเจ้าตัวนี้มีความสำคัญมากในการช่วยลดความดันในลูกตาเพื่อไม่ให้ไปกดทับเส้นประสาทตา แต่เชื่อว่าหลายคนเวลาหยอดไปสักพัก มักจะเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างรอบดวงตา ไม่ว่าจะเป็นอาการแสบตา ตาแดง หรือแม้แต่หน้าตาที่ดูเปลี่ยนไปนิดหน่อย จนแอบกังวลว่าตกลงแล้วมันคืออาการปกติหรือเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ทำไมยาหยอดตาลดความดันตาถึงทำให้เกิดผลข้างเคียง
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ยาหยอดตาก็เหมือนยาทั่วไปที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เมื่อหยอดลงไป ตัวยาไม่ได้ออกฤทธิ์แค่เฉพาะจุดเพื่อลดการสร้างน้ำในตาหรือช่วยระบายน้ำออกเท่านั้น แต่อาจมีผลกระทบกับเนื้อเยื่อรอบดวงตา ขอบตา หรือบางครั้งตัวยาบางตัวก็ซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านเยื่อบุตาได้ด้วย จึงทำให้เกิดอาการไม่สบายตาหรือความเปลี่ยนแปลงภายนอกตามมา ซึ่งความรุนแรงก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและชนิดของยาที่แต่ละคนได้รับ
อาการระคายเคืองและตาแดงที่เจอได้บ่อยที่สุด
อาการอันดับแรกที่คนไข้ส่วนใหญ่บ่นให้ฟังเวลามาตรวจตามนัดคือ หยอดแล้วแสบตา ตาแดง หรือรู้สึกเหมือนมีฝุ่นอยู่ในตาตลอดเวลา บางคนมีอาการคันหรือตาแห้งร่วมด้วย ซึ่งมักเกิดจากตัวยาเองหรือสารกันเสียที่ผสมอยู่ในขวดน้ำยา หากเป็นแค่อาการระคายเคืองเล็กน้อยหลังหยอดไม่นานแล้วหายไปเอง ก็ยังพอทนได้ แต่ถ้าแสบแดงต่อเนื่องจนลืมตาไม่ขึ้น อันนี้ต้องรีบปรึกษาคุณหมอเพื่อเปลี่ยนชนิดยา
ความเปลี่ยนแปลงของสีตาและขนตาที่หลายคนตกใจ
กลุ่มยาบางตัว เช่น ยากลุ่มพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin analogues) เป็นยาที่ลดความดันตาได้ดีมากๆ แต่มีผลข้างเคียงที่เป็นเอกลักษณ์คือ ทำให้เม็ดสีที่ม่านตาเข้มขึ้น เช่น จากตาสสีอ่อนอาจจะเข้มขึ้นถาวร นอกจากนี้ยังทำให้ขนตายาวขึ้น หนาขึ้น และงอนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บางคนอาจจะชอบเพราะดูเหมือนต่อขนตามา แต่บางคนก็กังวลเพราะมันยาวแค่ข้างเดียวหรือยาวผิดปกติ
หนังตาตกและผิวรอบดวงตาคล้ำลงจากยาหยอดตา
อีกหนึ่งเรื่องที่สร้างความกังวลใจไม่แพ้กันคือ การใช้ยาบางชนิดต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจทำให้ไขมันใต้เปลือกตาลดลง ทำให้เบ้าตาลึกโหล หนังตาตก หรือผิวหนังรอบดวงตาคล้ำลงเหมือนคนนอนไม่พอ ซึ่งเกิดจากการหดตัวของเส้นเลือดรอบดวงตาและผลของยาต่อเนื้อเยื่อไขมัน อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะดีขึ้นหรือกลับมาใกล้เคียงปกติหลังจากที่เราหยุดยา แต่ในความเป็นจริงคนไข้ต้อหินไม่สามารถหยุดยาเองได้ ต้องให้คุณหมอเป็นคนปรับแผนการรักษาให้
ผลข้างเคียงต่อร่างกายส่วนอื่นๆ ที่คาดไม่ถึง
เนื่องจากยาหยอดตาสามารถซึมผ่านเยื่อบุตาเข้าสู่กระแสเลือดได้ ยาบางกลุ่ม เช่น ยากลุ่มบีตาบล็อกเกอร์ (Beta-blockers) จึงอาจส่งผลกับร่างกายส่วนอื่นด้วย เช่น ทำให้ชีพจรเต้นช้าลง ความดันโลหิตต่ำลง รู้สึกเหนื่อยง่าย หรือในคนที่เป็นโรคหอบหืด อาจกระตุ้นให้มีอาการหายใจมีเสียงวี๊ดหรือแน่นหน้าอกได้ ดังนั้นเวลาคุณหมอซักประวัติเรื่องโรคประจำตัว จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ห้ามปิดบังเด็ดขาด
วิธีลดผลข้างเคียงและดูแลตัวเองระหว่างใช้ยา
แม้ว่าผลข้างเคียงหลายอย่างจะเลี่ยงได้ยาก แต่เราสามารถลดความรุนแรงของมันลงได้ด้วยเทคนิคการหยอดตาที่ถูกต้อง หลังจากหยอดตาเสร็จแล้ว ให้ใช้นิ้วสะอาดกดเบาๆ ที่บริเวณหัวตา (ท่อน้ำตา) ชิดกับสันจมูกค้างไว้ประมาณ 1 ถึง 2 นาที การทำแบบนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ยาไหลลงคอและซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางท่อน้ำตา ช่วยลดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้มาก และควรล้างหน้าเช็ดเปลือกตาให้สะอาดหลังหยอดตาทุกครั้งเพื่อลดคราบยาตกค้างที่ทำให้ผิวคล้ำ
อาการแบบไหนที่ควรหยุดยาแล้วรีบมาพบแพทย์ทันที
โดยหลักการแล้ว ห้ามหยุดยาหยอดตาลดความดันตาเองเด็ดขาด เพราะความดันตาที่สูงขึ้นโดยไม่รู้ตัวอาจทำให้เส้นประสาทตาถูกทำลายจนสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร แต่หากมีอาการเหล่านี้ เช่น ตาแดงก่ำร่วมกับตามัวลงอย่างรวดเร็ว ปวดตาอย่างรุนแรง ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการแพ้รุนแรง เช่น หนังตาบวมเป่ง ผื่นขึ้นหายใจไม่ออก ควรรีบมาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต้อหินทันทีก่อนถึงวันนัดเดิม