หลายคนคงเคยผ่านประสบการณ์ตื่นมากลางดึกพร้อมอาการมวนท้องอย่างรุนแรง คลื่นไส้จนต้องวิ่งไปอาเจียน และตามมาด้วยอาการท้องเสียอย่างหนักจนแทบไม่มีแรง อาการเหล่านี้น่ากลัวและเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังมื้ออาหารแสนอร่อย ยิ่งในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเรา เชื้อแบคทีเรียและไวรัสในอาหารยิ่งเติบโตได้ดี ทำให้ โรคอาหารเป็นพิษ กลายเป็นปัญหาสุขภาพใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนในครอบครัว
เช็กอาการแบบไหน คือสัญญาณเตือนของโรคอาหารเป็นพิษ?
เมื่อเรากินอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคหรือสารพิษเข้าไป ร่างกายจะมีกลไกตามธรรมชาติในการขับสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นออกให้อย่างรวดเร็วที่สุด ทำให้เกิดอาการหลักๆ ดังนี้
- อาการคลื่นไส้และอาเจียนรุนแรง: มักเกิดขึ้นเป็นอันดับแรกๆ บางรายอาจอาเจียนติดต่อกันหลายครั้งจนกินอะไรไม่ได้เลย
- อาการปวดท้องเกร็ง: มีอาการมวนท้อง ปวดบิดเป็นระยะเนื่องจากการบีบตัวของลำไส้ที่พยายามขับของเสียออก
- อาการท้องเสีย ถ่ายเหลว: ถ่ายเป็นน้ำหลายครั้ง หรือในบางกรณีอาจมีมูกเลือดปน
- อาการร่วมอื่นๆ: เช่น ไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยตามตัว
ระยะเวลาในการแสดงอาการอาจแตกต่างกันไป ตั้งแต่ 1-6 ชั่วโมงหลังกินอาหารปนเปื้อนสารพิษจากแบคทีเรีย หรืออาจนานถึง 12-48 ชั่วโมงหากเป็นการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียโดยตรง
ตัวการร้ายในจานโปรด: เชื้อโรคเข้ามาอยู่ในอาหารของเราได้อย่างไร?
หลายคนมักสงสัยว่า อาหารก็ดูสะอาด รสชาติก็ปกติ แล้วทำไมถึงยังเกิด โรคอาหารเป็นพิษ ได้ ความจริงแล้วเชื้อโรคตัวร้ายมักไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่ทำให้รสชาติอาหารเปลี่ยนไป โดยเชื้อที่พบบ่อยมีดังนี้
- เชื้อแบคทีเรียซัลโมเนลลา (Salmonella): มักพบในเนื้อสัตว์ดิบ ไข่ดิบ หรือนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอไรซ์
- สารพิษจากเชื้อสแตฟิโลคอกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus): เชื้อนี้มักปนเปื้อนจากมือของผู้ปรุงอาหารที่ไม่ได้ล้างสะอาด สารพิษของมันทนความร้อนสูงมาก แม้จะนำอาหารไปอุ่นร้อนสารพิษก็ยังไม่ถูกทำลาย
- เชื้อวิบริโอ (Vibrio): ตัวการสำคัญในอาหารทะเลดิบ หรืออาหารทะเลที่ปรุงไม่สุกดี เช่น หอยนางรมสด ยำปูม้า
- โนโรไวรัส (Norovirus): ไวรัสที่แพร่กระจายได้ง่ายมากผ่านน้ำดื่ม น้ำแข็ง และอาหารที่ปนเปื้อน มักระบาดในกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกันหนาแน่น
เมื่อท้องเสียและอาเจียนไม่หยุด: วิธีปฐมพยาบาลและดูแลตัวเองเบื้องต้น
หากอาการไม่รุนแรงมาก การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีที่บ้านจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยมีหลักการสำคัญที่ต้องปฏิบัติดังนี้
จิบน้ำเกลือแร่อย่างถูกวิธี ช่วยกู้ร่างกายไม่ให้ช็อก
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การกินยาหยุดถ่าย แต่คือการชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป ควรใช้ผงเกลือแร่สำหรับแก้ท้องเสีย (ORS) ผสมน้ำต้มสุกตามสัดส่วนที่ระบุข้างซอง แล้วใช้วิธีจิบบ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ไม่ควรดื่มหมดแก้วในทีเดียวเพราะจะยิ่งกระตุ้นให้อาเจียนและท้องเสียเพิ่มขึ้น ที่สำคัญห้ามใช้เครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับออกกำลังกายแทน เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูงเกินไป ซึ่งจะยิ่งดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้และทำให้ท้องเสียรุนแรงกว่าเดิม
ปรับเปลี่ยนอาหารชั่วคราวเพื่อให้ลำไส้ได้พัก
ในช่วง 1-2 วันแรก ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารมัน นม และน้ำผลไม้ หันมากินอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือน้ำแกงจืด เพื่อลดการทำงานของลำไส้ เมื่ออาการเริ่มดีขึ้นจึงค่อยๆ กลับมากินอาหารตามปกติ
อย่าเพิ่งรีบกินยาหยุดถ่ายทันที
การกินยาหยุดถ่ายในระยะแรกอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเป็นการกักเก็บเชื้อโรคและสารพิษเอาไว้ในร่างกาย ทำให้อาการหายช้าลงหรืออาจเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ ควรปล่อยให้ร่างกายได้ขับของเสียออกตามธรรมชาติ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์
อาการทรุดลงแค่ไหน ที่ต้องรีบพามาพบแพทย์ด่วนที่สุด?
แม้ว่า โรคอาหารเป็นพิษ ส่วนใหญ่จะหายได้เองภายใน 24-48 ชั่วโมง แต่ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากมีอาการดังต่อไปนี้ ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันที
- มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้ง คอแห้งมาก เบ้าตาลึก ปัสสาวะสีเข้มจัด หรือปัสสาวะไม่ออกเลยเกิน 6 ชั่วโมง
- มีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม หรือชีพจรเต้นเร็วเมื่อพยายามลุกยืน
- อาเจียนรุนแรงจนไม่สามารถดื่มน้ำหรือจิบน้ำเกลือแร่ได้เลย
- มีไข้สูงลอยเกินกว่า 38.5 องศาเซลเซียส
- ถ่ายอุจจาระมีมูกเลือดปน หรือมีกลิ่นคาวจัด
- มีอาการปวดท้องรุนแรงอย่างต่อเนื่องไม่ทุเลาลง
กินอย่างไรให้ปลอดภัย ห่างไกลจากภาวะอาหารเป็นพิษ
การป้องกัน โรคอาหารเป็นพิษ ที่ดีที่สุดเริ่มง่ายๆ ที่สุขอนามัยในห้องครัวและการเลือกกินอาหารตามหลักการสุขาภิบาลอาหาร
- ปรุงสุกใหม่เสมอ: หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์หรืออาหารทะเลดิบ ความร้อนจากการปรุงอาหารควรสูงกว่า 70 องศาเซลเซียสเพื่อฆ่าเชื้อโรค
- แยกอุปกรณ์ทำอาหาร: ไม่ใช้เขียงหรือมีดที่หั่นเนื้อสัตว์ดิบร่วมกับผักผลไม้หรืออาหารที่ปรุงสุกแล้ว เพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้าม
- เก็บรักษาอาหารอย่างถูกต้อง: อาหารที่เหลือจากการกินต้องเก็บเข้าตู้เย็นทันทีภายใน 2 ชั่วโมง และก่อนนำมากินอีกครั้งต้องอุ่นให้ร้อนจัดจนเดือด
- ล้างมือบ่อยๆ: ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งก่อนทำอาหาร ก่อนกินอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ
สุดท้ายนี้ โรคอาหารเป็นพิษอาจดูเหมือนเป็นโรคธรรมดาที่ใครๆ ก็เป็นกันได้ แต่ความรุนแรงของโรคนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับและความแข็งแรงของร่างกาย การหมั่นสังเกตอาการตนเองและปฏิบัติตามขั้นตอนการดูแลเบื้องต้นอย่างถูกวิธี จะช่วยให้ก้าวผ่านอาการป่วยนี้ไปได้อย่างปลอดภัย