ตื่นมากลางดึกพร้อมอาการปวดบิดและคลื่นไส้: สัญญาณเตือนจากจานมื้อเย็น
เวลาตีสอง เป็นช่วงเวลาที่ผมมักจะเจอคนไข้เดินกุมท้องเข้ามาที่ห้องฉุกเฉินด้วยอาการหน้าซีด ตัวงอ และวิ่งเข้าห้องน้ำจนหมดแรง คำถามแรกที่ผมมักจะได้ยินคือ หมอครับ ผมกินอะไรเข้าไปทำไมมันทรมานขนาดนี้ เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับร้านข้างทางริมถนนเท่านั้นครับ แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับอาหารทุกมื้อ แม้แต่ในบ้านของเราเองเมื่อวัตถุดิบเริ่มไม่สดใหม่ หรือการเก็บรักษาทำได้ไม่ดีพอ
โรคอาหารเป็นพิษคืออะไร และทำไมร่างกายถึงประท้วงรุนแรงขนาดนี้
พูดให้เข้าใจง่ายๆ โรคอาหารเป็นพิษ เกิดจากการที่เรากินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย ไวรัส หรือสารพิษที่เชื้อโรคนั้นสร้างขึ้นมา เมื่อสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้เดินทางเข้าสู่กระเพาะอาหารและลำไส้ ระบบภูมิคุ้มกันของเราจะมองว่านี่คือผู้บุกรุกอันตราย ร่างกายจึงต้องหาทางขับออกอย่างเร่งด่วนที่สุด ผลลัพธ์ก็คืออาการอาเจียน ท้องเสีย และปวดเกร็งช่องท้องอย่างรุนแรง เพื่อเคลียร์ของเสียทั้งหมดออกไปให้เร็วที่สุด
แยกให้ออกระหว่างอาหารเป็นพิษกับลำไส้อักเสบทั่วไป
หลายคนชอบถามว่า อาการแบบนี้เรียกว่าอาหารเป็นพิษหรือแค่ท้องเสียธรรมดา จุดสังเกตที่หมอใช้แยกโรคบ่อยๆ มีดังนี้ครับ
จุดเริ่มต้นที่ชัดเจน: อาหารเป็นพิษมักจะมาแบบไม่ทันตั้งตัว อาการจะเริ่มแสดงออกอย่างรวดเร็วหลังทานอาหารมื้อเจ้าปัญหาเข้าไป ภายในไม่กี่ชั่วโมง หรือบางทีก็ข้ามวัน
อาการมาเป็นแพ็กคู่: มักไม่ได้มีแค่อาจมเสียอย่างเดียว แต่จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และมีไข้ร่วมด้วยบ่อยครั้ง
คนรอบข้างทานด้วยไหม: ถ้ากินข้าวร่วมกันหลายคนแล้วล้มป่วยอาการคล้ายกัน เป็นไปได้สูงมากว่ามาจากมื้ออาหารนั้นแน่นอน
ช่วง 24 ชั่วโมงแรกของการป่วย: ต้องดูแลตัวเองอย่างไรให้อยู่รอดปลอดภัย
ในช่วงวันแรกที่อาการกำเริบ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ตัวเชื้อโรคครับ แต่คือภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ วิธีการรับมือที่ถูกต้องมีแนวทางปฏิบัติเบื้องต้นดังนี้
จิบเกลือแร่ทีละน้อยแต่สม่ำเสมอ
ห้ามซดน้ำทีละมากๆ เด็ดขาด เพราะกระเพาะที่กำลังระคายเคืองจะเกร็งตัวและสั่งอาเจียนออกมาทันที ให้ใช้วิธีผสมผงเกลือแร่สำหรับคนท้องเสีย (ORS) ใส่แก้วน้ำ แล้วใช้ช้อนค่อยๆ ตักจิบทีละน้อย ทุกๆ 5 ถึง 10 นาที เพื่อให้ร่างกายดูดซึมน้ำกลับเข้าไปได้ทัน
พักกระเพาะด้วยอาหารอ่อนย่อยง่าย
เมื่ออาการอาเจียนเริ่มทุเลาลง อย่าเพิ่งรีบกลับไปกินส้มตำหรืออาหารมันๆ เด็ดขาดครับ ให้เริ่มจากอาหารเหลวใส เช่น น้ำข้าว น้ำซุปกระดูกหมูใสๆ หรือโจ๊กต้มเปื่อยๆ ปรุงรสน้อยที่สุด เพื่อให้ลำไส้ได้พักฟื้นการทำงาน
ข้อควรระวังเรื่องการซื้อยาแก้ท้องเสียหรือยาฆ่าเชื้อมากินเอง
ข้อผิดพลาดที่ผมเจอประจำคือ คนไข้รีบไปร้านขายยาแล้วซื้อยาหยุดถ่ายมากินทันที หมอต้องขอเตือนตรงนี้เลยว่า ในหลายกรณีการกินยาหยุดถ่ายจะทำให้เชื้อโรคและสารพิษค้างอยู่ในลำไส้ขับออกไม่ได้ ยิ่งทำให้เชื้อโรคกระจายตัวและอาการแย่ลงไปอีก ส่วนยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ ก็มีความจำเป็นเฉพาะในเคสที่ตรวจพบว่าเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ชัดเจนเท่านั้น หากเป็นจากไวรัส การกินยาปฏิชีวนะจะไม่ได้ผลแถมยังทำลายแบคทีเรียดีในลำไส้ด้วย
อาการแบบไหนที่ปล่อยไว้ไม่ได้และต้องรีบไปโรงพยาบาลด่วน
โดยส่วนใหญ่ โรคอาหารเป็นพิษสามารถหายได้เองภายใน 2 ถึง 3 วัน หากพักผ่อนและดื่มน้ำเกลือแร่เพียงพอ แต่ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อย่ารอดูอาการที่บ้านเด็ดขาดครับ ต้องให้แพทย์ตรวจอย่างละเอียด
มีไข้สูงเกิน 38.5 อาศัยเซลเซียสต่อเนื่อง
ถ่ายอุจจาระมีมูกเลือดปน หรืออาเจียนออกมาเป็นเลือด หรือมีสีเข้มคล้ายกากกาแฟ
ปวดท้องรุนแรงมากจนกินยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น
มีอาการขาดน้ำรุนแรง เช่น เวียนหัวหน้ามืดเวลาลุกขึ้นยืน ปากแห้งสนิท และปัสสาวะมีสีเข้มจัดหรือแทบไม่มีเลยตลอดหลายชั่วโมง
วิธีป้องกันง่ายๆ เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำอีก
สุภาษิตที่ว่ากันไว้ว่า กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ยังคงใช้ได้ดีและศักดิ์สิทธิ์เสมอในเรื่องนี้ครับ เลือกทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ หลีกเลี่ยงอาหารค้างคืนที่ตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องนานเกินสองชั่วโมง และที่สำคัญที่สุดคือการล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนหยิบจับอาหารเข้าปาก เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเผชิญหน้ากับโรคอาหารเป็นพิษได้มากแล้วครับ