ดื่มนมแล้วท้องเสีย ท้องอืด หรือมีลมในท้อง เกิดจากอะไรกันแน่?
หลายคนคงเคยสังเกตตัวเองว่า เวลาที่ดื่มนมวัว กินไอศกรีม หรือทานชีสเข้าไปทีไร ไม่นานนักก็จะเริ่มมีอาการปวดท้อง ท้องอืด มีเสียงโครกครากในท้อง หรือบางคนถึงขั้นท้องเสียวิ่งเข้าห้องน้ำแทบไม่ทัน จนเริ่มคิดว่าตัวเองอาจจะมีปัญหากับผลิตภัณฑ์จากนมเข้าแล้ว อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายที่กำลังบอกว่า ระบบย่อยอาหารกำลังเจอกับภาวะแพ้นตาลแลคโตสเข้าให้แล้ว
ทำความเข้าใจเรื่องน้ำตาลแลคโตสและเอนไซม์แลคเตสในร่างกาย
ในน้ำนมธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นนมวัว นมแพะ หรือแม้แต่นมแม่ จะมีน้ำตาลชนิดหนึ่งอยู่เรียกว่า น้ำตาลแลคโตส (Lactose) ซึ่งร่างกายของเราจำเป็นต้องใช้เอนไซม์ตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า แลคเตส (Lactase) ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาจากลำไส้เล็ก มาทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลตัวนี้ให้แตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ เพื่อให้ร่างกายดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างราบรื่น
แต่ปัญหาคือ เมื่อเราเติบโตขึ้น ร่างกายบางคนกลับลดการผลิตเอนไซม์แลคเตสลงอย่างน่าใจหาย หรือในบางคนเอนไซม์ตัวนี้แทบจะหายไปเลย เมื่อไม่มีตัวช่วยย่อย น้ำตาลแลคโตสที่กินเข้าไปจึงเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่โดยที่ไม่ถูกย่อย ที่ตรงนี้เองที่แบคทีเรียเจ้าถิ่นในลำไส้ใหญ่จะเข้ามาจัดการต้อนรับน้ำตาลเหล่านี้ด้วยการหมัก จนเกิดเป็นแก๊สและกรดจำนวนมาก นำมาซึ่งอาการปวดท้อง ท้องอืด และขับถ่ายผิดปกติตามมา
ประเภทของภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสไม่ได้ที่พบได้บ่อย
อาการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุเดียวกันกับทุกคน ในทางการแพทย์เราแบ่งที่มาของเรื่องนี้ออกเป็นหลักๆ ดังนี้
ความเสื่อมตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น
นี่คือสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด มนุษย์เราถูกออกแบบมาให้ดื่มนมได้ดีที่สุดในวัยทารก พอโตเป็นผู้ใหญ่ ความสามารถในการสร้างเอนไซม์แลคเตสของลำไส้เล็กก็จะค่อยๆ ลดปริมาณลงตามอายุ บางเชื้อชาติหรือบางครอบครัวจะสังเกตเห็นชัดเจนว่าพออายุเข้าเลขสามหรือเลขสี่ การดื่มนมแก้วใหญ่เริ่มทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
แปรปรวนชั่วคราวหลังลำไส้อักเสบหรือติดเชื้อ
บางครั้งคนเราก็ไม่ได้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิด แต่อาจจะเพิ่งมาเป็นหลังจากผ่านการท้องเสียรุนแรง ติดเชื้อในทางเดินอาหาร หรือเป็นโรคเรื้อรังบางอย่างที่ทำให้เยื่อบุลำไส้เล็กได้รับความเสียหาย ส่งผลให้การสร้างเอนไซม์แลคเตสหยุดชะงักไปชั่วคราว แต่ข่าวดีคือเมื่อลำไส้หายดีและฟื้นตัวได้เต็มที่แล้ว อาการนี้มักจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเอง
ความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด
กรณีนี้พบได้น้อยมากๆ เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทารกคลอดออกมาแล้วไม่สามารถสร้างเอนไซม์แลคเตสได้เลยตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก ซึ่งแพทย์จะต้องวินิจฉัยและดูแลอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เด็ก
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าคุณกำลังเผชิญกับปัญหานี้
อาการมักจะเริ่มแสดงตัวออกมาให้เห็นค่อนข้างไว หลังจากที่เราดื่มนมหรือกินอาหารที่มีส่วนผสมของนมเข้าไปประมาณ 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมง โดยความรุนแรงจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณแลคโตสที่กินเข้าไปและปริมาณเอนไซม์ที่เหลืออยู่ในท้อง
- แน่นท้อง ท้องอืด เหมือนมีลมในท้องเยอะตลอดเวลา
- ปวดเกร็งช่องท้อง โดยเฉพาะบริเวณรอบสะดือ
- มีเสียงโครกครากในท้องดังชัดเจน
- ผายลมบ่อยและมีกลิ่นเหม็นกว่าปกติ
- คลื่นไส้ หรือบางคนอยากอาเจียน
- ถ่ายเหลวหรือท้องเสียเป็นน้ำ
วิธีปรับตัวและดูแลตัวเองเมื่อรู้ตัวว่าย่อยแลคโตสไม่ได้
การตรวจพบภาวะนี้ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย และไม่ได้แปลว่าชาตินี้เราจะไม่มีวันได้กินของอร่อยๆ อีกเลย เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและสบายท้องด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อย
เลือกดื่มนมสูตรปราศจากแลคโตส
ปัจจุบันตามท้องตลาดมีนมวัวแท้ๆ ที่ผ่านกระบวนการเติมเอนไซม์แลคโตสลงไปล่วงหน้า เพื่อย่อยน้ำตาลตัวนี้ให้เราเสร็จสรรพ นมกลุ่มนี้จะมีรสชาติหวานกลมกล่อมกว่าปกติเล็กน้อยแต่ให้สารอาหารแคลเซียมและโปรตีนเท่ากับนมวัวทั่วไปทุกประการ และดื่มแล้วไม่ท้องอืด
นอกจากนี้ การหันไปดื่มนมจากพืช เช่น นมถั่วเหลือง นมอลมอนด์ นมโอ๊ต หรือนมอัลมอนด์ ก็เป็นทางเลือกที่ดีเพราะไม่มีน้ำตาลแลคโตสโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
ทดลองกินทีละน้อยแล้วสังเกตอาการ
คนที่มีภาวะนี้ไม่ได้แปลว่ากินนมไม่ได้เลยสักหยด หลายคนยังสามารถดื่มนมครั้งละครึ่งแก้ว หรือทานโยเกิร์ตกับชีสบางชนิด เช่น เชดดาร์ชีส ที่ผ่านกระบวนการหมักจนแทบไม่เหลือน้ำตาลแลคโตสได้โดยไม่มีอาการปวดท้อง การค่อยๆ ทดลองและสังเกตขีดจำกัดของร่างกายตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ปรึกษาเภสัชกรเรื่องเอนไซม์แลคโตสชนิดเม็ดเสริม
หากวันไหนมีความจำเป็นต้องไปงานเลี้ยง หรืออยากกินของอร่อยที่มีส่วนผสมของนมเนยแบบเลี่ยงไม่ได้ การพกพาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นเอนไซม์แลคโตสชนิดเม็ดทานก่อนมื้ออาหาร ก็ช่วยช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสแทนร่างกายชั่วคราวได้ ทำให้เราสนุกกับการกินได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องท้องเสียตามมา