เคยมั้ยที่ต้องทนทรมานกับการนั่งทำงานนานๆ เพราะรู้สึกเจ็บ แปล๊บ หรือคันยุบยิบที่บริเวณก้น จะบอกใครก็อาย จะไปหาหมอก็ทำใจลำบาก ปัญหารอยโรคบริเวณทวารหนักเป็นเรื่องที่คนไข้ส่วนใหญ่เลือกที่จะเงียบและทนเก็บไว้จนอาการลุกลาม ทั้งที่จริงแล้วอาการเหล่านี้รักษาให้หายขาดได้ไม่ยากหากได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ
ความจริงแล้ว บริเวณรอบทวารหนักเป็นจุดที่มีเส้นประสาทและเส้นเลือดมาเลี้ยงเยอะมาก เมื่อเกิดความผิดปกติเพียงเล็กน้อยจึงส่งผลต่อชีวิตประจำวันได้อย่างมหาศาล วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเปิดอกถึงสาเหตุและแนวทางการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง เพื่อคืนความสุขในการขับถ่ายให้กลับมาอีกครั้ง
อาการเจ็บ คัน หรือมีเลือดออกที่ก้น เกิดจากอะไรได้บ้าง?
ก่อนจะไปถึงวิธีดูแล เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่ารอยโรคที่เกิดขึ้นบริเวณทวารหนักนั้นไม่ได้มีแค่ริดสีดวงทวารเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีโรคอื่นๆ ที่แสดงอาการคล้ายกันด้วย
ริดสีดวงทวาร: ตัวการยอดฮิตที่ทำให้เจ็บและมีเลือดออก
เกิดขึ้นจากการที่เส้นเลือดดำบริเวณทวารหนักเกิดอาการโป่งพอง มักมีสาเหตุหลักมาจากการเบ่งถ่ายอุจจาระบ่อยๆ ท้องผูกเรื้อรัง หรือการนั่งห้องน้ำนานเกินไป อาการเด่นคือการมีเลือดสีแดงสดหยดออกมาหลังถ่ายอุจจาระ หรือมีติ่งเนื้อยื่นออกมาจากรูทวารหนัก
แผลปริขอบทวารหนัก: อาการเจ็บจี๊ดเหมือนโดนบาดตอนขับถ่าย
หลายคนมักสับสนโรคนี้กับริดสีดวง แต่แผลปริขอบทวารหนักจะมีลักษณะเป็นแผลฉีกขาดขนาดเล็กที่ผิวหนังรอบรูทวาร มักเกิดจากการถ่ายอุจจาระที่แข็งก้อนใหญ่จนครูดกับผิวหนัง อาการเฉพาะตัวคือจะรู้สึกเจ็บแสบอย่างรุนแรงขณะถ่ายและหลังถ่ายเสร็จอาจเจ็บต่อเนื่องไปอีกหลายชั่วโมง
ฝีคัณฑสูตรและติ่งเนื้อผิวหนัง: ปัญหาเรื้อรังที่สร้างความรำคาญใจ
ฝีรอบรูทวารเกิดจากการติดเชื้อของต่อมผลิตเมือกในทวารหนัก ทำให้มีตุ่มหนอง เจ็บปวดมาก และอาจมีไข้ร่วมด้วย ส่วนติ่งเนื้อผิวหนังมักเป็นผลพวงตามหลังจากการที่แผลรอบทวารหายดีแล้วหลงเหลือเนื้อเยื่อส่วนเกินไว้ แม้ไม่เป็นอันตรายแต่ก็อาจทำให้ทำความสะอาดได้ยากและเกิดอาการคันระคายเคืองตามมา
วิธีดูแลรักษารอยโรคบริเวณทวารหน ด้วยตัวเองที่บ้านเพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้น
หากเพิ่งเริ่มมีอาการเจ็บ คัน หรือมีเลือดออกเล็กน้อย และยังไม่สะดวกเดินทางไปพบแพทย์ การเริ่มต้นปรับพฤติกรรมและการดูแลรักษารอยโรคบริเวณทวารหน ด้วยวิธีง่ายๆ เหล่านี้จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและช่วยให้แผลสมานตัวได้เร็วขึ้น
วิธีนั่งแช่น้ำอุ่นเพื่อลดความทรมานและกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
การนั่งแช่น้ำอุ่นเป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูแผลรอบทวารหนัก วิธีการคือเตรียมน้ำอุ่นในกะละมังใบใหญ่ที่สามารถหย่อนก้นลงไปแช่ได้ (หลีกเลี่ยงน้ำที่ร้อนจนเกินไปเพื่อป้องกันผิวลวก) แช่ก้นลงไปประมาณ 10 ถึง 15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง ความอุ่นของน้ำจะช่วยคลายกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก ลดอาการเกร็งปวด และช่วยทำความสะอาดแผลอย่างอ่อนโยน
ปรับพฤติกรรมการกินและการขับถ่ายเพื่อหยุดวงจรความเจ็บปวด
แผลรอบทวารหนักจะไม่มีวันหายดีหากผิวหนังยังต้องเผชิญกับอุจจาระที่แข็งและคอยบาดแผลอยู่ทุกวัน สิ่งที่ต้องเริ่มทำทันทีมีดังนี้:
- เพิ่มกากใยอาหาร: เน้นทานผัก ผลไม้ และธัญพืช เพื่อช่วยให้อุจจาระนิ่มและมีมวลพอดี
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อป้องกันไม่ให้อุจจาระแห้งเหนียวและแข็งตัว
- เลิกพฤติกรรมเล่นมือถือขณะขับถ่าย: การนั่งแช่บนชักโครกนานเกิน 5-10 นาที จะเพิ่มแรงดันในเส้นเลือดรอบทวารหนักโดยไม่รู้ตัว
การรักษาทางการแพทย์เมื่อการดูแลตัวเองยังไม่เพียงพอ
หากปรับพฤติกรรมเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์มีทางเลือกในการรักษาที่หลากหลายขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของโรค:
- การใช้ยาทาเฉพาะที่และยาสอด: ยาเหล่านี้มักมีส่วนผสมของยาชาเพื่อบรรเทาอาการปวด และยาลดการอักเสบเพื่อลดการบวมของเนื้อเยื่อ
- ยาที่ช่วยให้อุจจาระนิ่ม: ช่วยลดแรงเสียดทานขณะขับถ่าย ทำให้แผลมีโอกาสสมานตัวได้เร็วขึ้นโดยไม่ถูกครูดซ้ำ
- การรักษาเฉพาะทาง: เช่น การรัดยางหัวริดสีดวง การฉีดยาให้ฝ่อ หรือการผ่าตัดขนาดเล็กสำหรับรายที่เป็นแผลเรื้อรังหรือฝีคัณฑสูตร
สัญญาณเตือนภัยที่บอกว่า ถึงเวลาต้องทิ้งความอายแล้วไปพบแพทย์ทันที
แม้ว่ารอยโรคส่วนใหญ่จะดูแลตัวเองได้ที่บ้าน แต่มีบางอาการที่ปล่อยไว้ไม่ได้และต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทางโดยด่วน:
- มีเลือดออกปริมาณมาก หรือมีเลือดออกเรื้อรังทุกครั้งที่ขับถ่าย
- อุจจาระมีสีดำเข้มคล้ายยางมะตอย หรือมีกลิ่นเหม็นคาวผิดปกติ
- มีไข้สูง หนาวสั่น ร่วมกับมีอาการปวด บวม แดงอย่างรุนแรงรอบทวารหนัก
- รู้สึกคลำเจอข้อนูนแข็งรอบทวารหนักที่ไม่ยุบตัวลงเลยและเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ
- น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ร่วมกับพฤติกรรมการขับถ่ายที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน
ปัญหารอยโรคบริเวณทวารหนักไม่ใช่เรื่องน่าอายและไม่ใช่เรื่องที่ต้องนอนทนทรมาน การดูแลสุขอนามัยที่ดีและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันคือจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยให้ก้นของคุณกลับมาแข็งแรงและพร้อมใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง