ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เคยไหมที่จู่ๆ ก็รู้สึกปวดจี๊ดๆ บริเวณโคนนิ้วโป้ง ไล่ยาวมาถึงข้อมือ แถมยังบวมแดงและร้อนผิดปกติ พอจะหยิบจับอะไรนิดหน่อยก็เจ็บไปหมด จนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับมือของเรากันแน่? วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังถึงอาการเหล่านี้แบบละเอียด เข้าใจง่าย เหมือนคุยกันข้างคลินิก ว่าอาการบวมแดงร้อนที่ซอกนิ้วโป้งและข้อมือมักมาจากอะไร และเราจะดูแลตัวเองได้อย่างไรบ้าง

ทำไมโคนนิ้วโป้งและข้อมือถึงบวมแดงร้อนได้? กลไกง่ายๆ ที่คุณควรรู้

อาการบวม แดง ร้อน และปวด เป็นสัญญาณคลาสสิกที่ร่างกายกำลังบอกว่ามี "การอักเสบ" เกิดขึ้นในบริเวณนั้นๆ ซึ่งไม่ใช่การติดเชื้อเสมอไป แต่เป็นกระบวนการตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกายเพื่อซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บหรือถูกใช้งานหนัก

  • บวม: เกิดจากของเหลวและเซลล์ภูมิคุ้มกันไหลเวียนมายังบริเวณที่อักเสบมากขึ้น
  • แดงและร้อน: เกิดจากหลอดเลือดขยายตัวเพื่อนำเลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้น ทำให้มีอุณหภูมิสูงขึ้นและเห็นเป็นสีแดง
  • ปวด: สารเคมีที่หลั่งออกมาจากการอักเสบจะไปกระตุ้นเส้นประสาทรับความรู้สึก ทำให้เรารู้สึกเจ็บนั่นเอง

เมื่ออาการเหล่านี้เกิดที่โคนนิ้วโป้งและข้อมือ ก็มักจะบ่งบอกถึงปัญหาเกี่ยวกับเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ หรือข้อต่อบริเวณนั้นเป็นหลัก

อาการแบบนี้มักบอกโรคอะไรได้บ้างนะ?

"เดอ เคอร์แวง" (De Quervain's tenosynovitis) โรคฮิตของคนใช้นิ้วโป้งหนักๆ

โรคนี้คือสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการปวดบวมแดงร้อนที่โคนนิ้วโป้งและข้อมือ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ต้องใช้นิ้วโป้งและข้อมือซ้ำๆ บ่อยๆ หรืออยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสม เช่น

  • คุณแม่หลังคลอดที่ต้องอุ้มลูกบ่อยๆ
  • คนทำงานที่ต้องพิมพ์คอมพิวเตอร์ หรือใช้สมาร์ทโฟนหนักๆ
  • นักกีฬาบางประเภทที่ต้องใช้ข้อมือและนิ้วโป้งเยอะ

อาการของโรคเดอ เคอร์แวง เกิดจากการที่ปลอกหุ้มเอ็น 2 เส้นที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของนิ้วโป้งเกิดการอักเสบและหนาตัวขึ้น ทำให้เส้นเอ็นเสียดสีกับปลอกหุ้มทุกครั้งที่ขยับนิ้วโป้ง จนเกิดอาการปวด บวม แดง ร้อน และเจ็บจี๊ดๆ เวลาขยับหรือบิดข้อมือ

สาเหตุอื่นๆ ที่อาจทำให้ปวดบวมแดงร้อนได้เหมือนกัน

นอกจากโรคเดอ เคอร์แวงแล้ว อาการลักษณะนี้ยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้บ้าง เช่น

  • โรคข้ออักเสบ: เช่น โรคเกาต์, โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการอักเสบที่ข้อต่อบริเวณนั้นได้
  • การบาดเจ็บ: เช่น การพลิก การกระแทก หรือการใช้งานหนักเฉียบพลัน
  • การติดเชื้อ: ถ้ามีบาดแผลบริเวณนั้นและเกิดการติดเชื้อ ก็อาจมีอาการบวมแดงร้อนร่วมกับมีไข้ หรือหนองได้

สังเกตตัวเองยังไง? อาการเด่นๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

ถ้าคุณเริ่มมีอาการเหล่านี้ ควรลองสังเกตตัวเองดูว่าเป็นไปตามลิสต์ด้านล่างนี้หรือไม่

  • ปวดบริเวณโคนนิ้วโป้ง และปวดลามขึ้นไปที่ข้อมือ หรืออาจลามไปที่ปลายแขนได้
  • กดเจ็บบริเวณปุ่มกระดูกด้านนอกของข้อมือ
  • รู้สึกเหมือนมีก้อนบวมนูนขึ้นมา หรือคลำได้ว่าบริเวณนั้นแข็งๆ
  • เวลาขยับนิ้วโป้ง หรือบิดข้อมือ จะรู้สึกปวดมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาหยิบจับสิ่งของ หรือบีบมือ
  • อาจมีเสียงกรอบแกรบ หรือติดขัดเวลาขยับนิ้วโป้ง

สงสัยว่าเป็น...เราจะดูแลตัวเองเบื้องต้นได้อย่างไร?

ในเบื้องต้น ถ้าอาการยังไม่รุนแรงมาก หรือคุณยังไม่สะดวกไปพบคุณหมอ ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้เพื่อบรรเทาอาการได้

พัก! อย่าฝืนใช้นิ้ว

สิ่งสำคัญที่สุดคือการพักการใช้งานนิ้วโป้งและข้อมือข้างที่มีอาการ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้แรงนิ้วโป้งเยอะๆ หรือท่าทางที่กระตุ้นให้ปวด ถ้าเป็นไปได้อาจใช้ผ้ารัดข้อมือหรือเฝือกอ่อนช่วยพยุงเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวชั่วคราว

ประคบเย็นช่วยลดปวด ลดบวม

ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกที่รู้สึกปวดบวมแดงร้อน การประคบเย็นจะช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดได้ ใช้ผ้าห่อน้ำแข็งประคบประมาณ 15-20 นาที ทำซ้ำได้หลายครั้งต่อวัน

กินยาแก้ปวดลดอักเสบได้ไหม?

คุณอาจจะใช้ยาแก้ปวดลดอักเสบที่หาซื้อได้ทั่วไป เช่น พาราเซตามอล เพื่อบรรเทาอาการปวด หรือถ้าปวดมากและไม่มีข้อห้าม อาจใช้ยาในกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน หรือนาพรอกเซน (ควรปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์ก่อนใช้ยาเหล่านี้เสมอ)

เมื่อไหร่ที่ต้องรีบไปหาคุณหมอ?

แม้บางครั้งอาการอาจจะดีขึ้นเอง แต่ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ ควรไปพบคุณหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม

  • อาการปวดไม่ดีขึ้น หรือแย่ลงเรื่อยๆ แม้จะดูแลตัวเองแล้ว
  • บวมแดงร้อนมากผิดปกติ มีไข้ หรือมีหนองบริเวณที่ปวด
  • ไม่สามารถใช้งานนิ้วโป้ง หรือข้อมือได้ตามปกติ
  • อาการรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือการทำงานอย่างมาก

คุณหมอจะตรวจและรักษาอย่างไรบ้าง?

ตรวจวินิจฉัยไม่ยากอย่างที่คิด

คุณหมอจะซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจมีการทดสอบเฉพาะที่เรียกว่า Finkelstein's test คือการให้คุณกำมือโดยให้เก็บนิ้วโป้งไว้ข้างใน จากนั้นบิดข้อมือไปทางนิ้วก้อย หากรู้สึกปวดจี๊ดๆ ก็เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงโรคเดอ เคอร์แวงได้

วิธีรักษา...ไม่ต้องผ่าตัดก็หายได้!

ส่วนใหญ่แล้ว แพทย์มักจะเริ่มจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัดก่อน ซึ่งรวมถึง

  • การพักและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: งดกิจกรรมที่ทำให้ปวด และเรียนรู้วิธีการใช้มือที่ถูกต้อง
  • การใส่เฝือกหรืออุปกรณ์พยุง: เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวของนิ้วโป้งและข้อมือ
  • ยา: อาจเป็นยาแก้ปวด ยาลดอักเสบ หรือในบางกรณีอาจฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่เพื่อลดการอักเสบ
  • กายภาพบำบัด: การทำกายภาพบำบัดจะช่วยลดอาการปวด และฟื้นฟูความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น

ถ้าไม่ดีขึ้น...ผ่าตัดช่วยได้ไหม?

ในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้นด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัด ซึ่งเป็นการผ่าตัดเล็กเพื่อขยายปลอกหุ้มเอ็นที่ตีบตัน เพื่อให้เส้นเอ็นสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น การผ่าตัดนี้มักได้ผลดีและช่วยให้อาการหายขาดได้

ป้องกันไว้ดีกว่าแก้! ทำอย่างไรไม่ให้กลับมาเป็นอีก?

การป้องกันสำคัญที่สุด ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้มือและข้อมือ เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดซ้ำ หรือป้องกันไม่ให้เป็นตั้งแต่แรก

  • ปรับท่าทางการทำงาน: จัดโต๊ะ เก้าอี้ และอุปกรณ์ให้เหมาะสม เพื่อลดการเกร็งข้อมือและนิ้วโป้ง
  • พักเป็นระยะ: หากต้องทำงานที่ใช้มือซ้ำๆ ควรพักเป็นระยะ และยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
  • บริหารมือและข้อมือ: ทำท่าบริหารง่ายๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อมือและนิ้วโป้ง
  • หลีกเลี่ยงการใช้แรงมากเกินไป: หากต้องยกของหนัก ควรใช้มือทั้งสองข้าง หรือหาอุปกรณ์ช่วย

อาการปวดบวมแดงร้อนที่โคนนิ้วโป้งและข้อมือ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ควรมองข้าม เพราะถ้าปล่อยไว้นาน อาจเรื้อรังและรบกวนชีวิตประจำวันได้ หากคุณมีอาการเหล่านี้ ลองดูแลตัวเองเบื้องต้นตามคำแนะนำ และถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือรุนแรงขึ้น อย่าลังเลที่จะไปพบคุณหมอเพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง คุณหมอและทีมงานของเราพร้อมดูแลคุณเสมอ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down