ช่วงเวลาที่ลูกน้อยตัวร้อนจัดแล้วจู่ๆ เกิดอาการชัก ตาค้าง ตัวเกร็ง หรือกระตุกขึ้นมา เป็นภาพที่สร้างความตกใจและขวัญหนีดีฝ่อให้กับคุณพ่อคุณแม่มากที่สุดช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียว หมอเข้าใจความรู้สึกนั้นดีครับ เพราะในห้องฉุกเฉิน หมอเจอคุณพ่อคุณแม่ที่อุ้มลูกวิ่งเข้ามาด้วยความตื่นตระหนกแบบนี้อยู่เรื่อยๆ
วันนี้หมอเลยอยากชวนมาทำความเข้าใจเรื่องภาวะชักจากไข้สูงกันให้ลึกซึ้ง เพื่อที่เวลาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เราจะได้ไม่ลนลาน และรู้ว่าต้องทำอะไรก่อนหลังเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยครับ
ลูกมีอาการแบบไหน ถึงเรียกว่าภาวะชักจากไข้สูง?
อาการชักจากไข้ (Febrile Seizure) มักเกิดขึ้นในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี โดยมีสาเหตุหลักมาจากอุณหภูมิร่างกายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (มักจะเกิน 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป) ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อในสมองโดยตรง
ลักษณะอาการที่มักเจอได้บ่อย ได้แก่:
- เกร็งหรือกระตุก: เด็กมักจะมีอาการเกร็งทั้งตัว หรือกระตุกที่แขนและขา
- หมดสติและตาค้าง: ลูกอาจจะไม่รู้สึกตัวชั่วขณะ ตาเหลือกขึ้นด้านบน หรือเหม่อลอย
- การหายใจ: อาจมีอาการหายใจติดขัดเล็กน้อย ริมฝีปากอาจเขียวคล้ำขึ้นได้ชั่วครู่
- ระยะเวลา: ส่วนใหญ่การชักประเภทนี้มักจะสั้นมาก ไม่เกิน 1-2 นาที หรืออย่างมากไม่เกิน 15 นาที และเมื่อหยุดชัก เด็กจะค่อยๆ กลับมารู้สึกตัว แต่อาจจะเพลียหรือหลับไปยาว
ตอนลูกกำลังชัก ห้ามทำสิ่งเหล่านี้เด็ดขาด
เวลาลูกชัก สัญชาตญาณของคนเป็นพ่อแม่อาจทำให้พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกหยุด แต่วิธีโบราณหลายอย่างกลับอันตรายกว่าที่คิด สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด มีดังนี้ครับ
- ห้ามใช้นิ้วหรือช้อนงัดปากเด็ก: การพยายามงัดปากเพื่อไม่ให้กัดลิ้น อาจทำให้ฟันหัก บาดเจ็บในช่องปาก หรือเด็กสำลักวัตถุแปลกปลอมลงหลอดลมได้
- ห้ามกรอกยาหรือน้ำเข้าปากขณะกำลังชัก: เพราะเด็กยังไม่รู้สึกตัว อาจทำให้ยาสำลักเข้าปอด เกิดปอดอักเสบรุนแรง
- ห้ามจับเด็กเขย่าแรงๆ เพื่อเรียกสติ: การเขย่าตัวแรงๆ ยิ่งเพิ่มความกระทบกระเทือนต่อสมองของเด็ก
ตั้งสติแล้วทำตามนี้ เมื่อลูกเกิดอาการชักจากไข้
เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง สิ่งสำคัญที่สุดคือความนิ่ง และปฏิบัติขั้นตอนเหล่านี้ทีละสเต็ป
- จัดท่านอนตะแคง: ให้ลูกนอนตะแคง เพื่อป้องกันไม่ให้เสมหะ น้ำลาย หรืออาเจียนไหลย้อนกลับไปอุดกั้นทางเดินหายใจ
- เคลียร์พื้นที่รอบตัว: ย้ายสิ่งของมีคม หรือของแข็งที่อาจทำให้เด็กกระแทกได้รับบาดเจ็บออกให้ห่าง
- คลายเสื้อผ้าให้หลวม: เพื่อให้ระบายความร้อนได้ดีขึ้น และช่วยให้หายใจสะดวก
- สังเกตลักษณะและเวลา: คอยดูว่าลูกชักนานแค่ไหน ลักษณะอาการเป็นอย่างไร เพื่อนำไปเล่าให้หมอฟังอย่างละเอียด
เช็ดตัวลดไข้และใช้ยาอย่างไรให้ถูกต้องหลังหยุดชัก
หลังจากที่อาการชักสงบลงและเด็กเริ่มรู้สึกตัว สิ่งที่ต้องทำต่อคือการลดอุณหภูมิความร้อนในร่างกายลงอย่างถูกวิธี
- เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น: ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาเช็ดทั่วร่างกายเพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาด เพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ความร้อนระบายออกไม่ได้ และอาจทำให้เด็กหนาวสั่นมากขึ้น
- กินยาลดไข้พาราเซตามอล: ตามขนาดและน้ำหนักตัวที่เหมาะสมเมื่อเด็กเริ่มรู้สึกตัวดีแล้ว
- พบแพทย์เพื่อตรวจหาสสาเหตุ: แม้ว่าอาการชักจะหยุดลงเองและเด็กดูปกติแล้ว แต่การพาไปตรวจที่โรงพยาบาลเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อหาสสาเหตุของไข้สูง เช่น คออักเสบ หูอักเสบ หรือการติดเชื้ออื่นๆ
อาการแบบไหนที่แปลว่าอันตราย และต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
แม้ภาวะชักจากไข้สูงส่วนใหญ่จะไม่ทิ้งความผิดปกติทางสมองระยะยาว แต่มีบางกรณีที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องรีบพาไปพบแพทย์ด่วน ได้แก่
- ชักนานเกิน 5 นาที: หากชักต่อเนื่องไม่หยุด หรือชักซ้ำหลายครั้งติดกันโดยไม่รู้สึกตัวคั่นกลาง
- มีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย: เช่น หลังหยุดชักแล้วแขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด
- สงสัยภาวะติดเชื้อในระบบประสาท: หากเด็กมีอาการซึมมาก คอแข็ง อาเจียนพุ่ง หรือมีผื่นขึ้นตามตัวร่วมกับไข้สูง
- เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน: หากเกิดอาการชักในวัยนี้ ต้องให้แพทย์ตรวจอย่างละเอียดทันที เพราะอาจไม่ใช่ภาวะชักจากไข้ธรรมดา
การดูแลลูกน้อยที่มีไข้สูงต้องอาศัยความใส่ใจและการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด การหมั่นวัดไข้และเช็ดตัวตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะชักลงได้มาก หมอขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านครับ