เวลาตีสอง ท่ามกลางความเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจติดขัดของลูกน้อยที่นอนตัวร้อนจี๋อยู่ข้างๆ เชื่อว่านี่คือฝันร้ายของคนเป็นพ่อเป็นแม่ทุกคน ความกังวลใจมักพุ่งสูงขึ้นตามอุณหภูมิในร่างกายของลูก คำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวตลอดคืนคือ ไข้ขนาดนี้ต้องไปโรงพยาบาลหรือยัง หรือรอจนถึงเช้าดี
ในฐานะหมอเด็กและคนเป็นพ่อแม่ หมอเข้าใจความรู้สึกนี้เป็นอย่างดี ไข้เป็นเพียงปฏิกิริยาตามธรรมชาติของร่างกายในการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม แต่ในเด็กเล็ก ระบบร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่ ไข้ธรรมดาจึงสามารถเปลี่ยนเป็นภาวะวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว การสังเกตและจับตาดู สัญญาณอันตรายที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที จึงเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยปกป้องชีวิตของลูกน้อยไว้ได้
เข้าใจกลไกทำไมเด็กถึงมีไข้ แล้วไข้แบบไหนที่เรียกว่าสูง?
ก่อนอื่นอยากชวนมาทำความเข้าใจก่อนว่า ไข้ ไม่ใช่โรค แต่เป็นอาการแสดงที่บอกว่าระบบภูมิคุ้มกันกำลังทำงานอย่างแข็งขันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค โดยทั่วไปเราจะเริ่มนับว่าเด็กมีไข้เมื่อวัดอุณหภูมิทางรักแร้ได้ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป
- ไข้ต่ำ: อุณหภูมิระหว่าง 37.5 ถึง 38.4 องศาเซลเซียส
- ไข้สูง: อุณหภูมิระหว่าง 38.5 ถึง 39.4 องศาเซลเซียส
- ไข้สูงจัด: อุณหภูมิตั้งแต่ 39.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ซึ่งอุณหภูมิระดับนี้มีโอกาสกระตุ้นให้เด็กบางคนเกิดอาการชักจากไข้สูงได้ง่ายขึ้น
สัญญาณอันตรายที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที: อาการแบบไหนที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามรอช้า
หากลูกมีไข้และมีอาการร่วมข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ขอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่รีบพาไปพบแพทย์ด่วนที่สุดโดยไม่ต้องรอให้ถึงเช้า เพราะนี่คือสัญญาณเตือนภัยสีแดงที่ร่างกายกำลังบอกว่าต้องการการดูแลรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยด่วน
1. ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่เล่น ไม่สบตา
ปกติแล้วเวลาเด็กมีไข้ต่ำๆ อาจจะมีงอแงบ้าง แต่เมื่อยาลดไข้ออกฤทธิ์หรือเช็ดตัวจนไข้ลดลง ลูกควรจะกลับมาเล่น ยิ้ม หรือกินน้ำได้บ้าง แต่หากพบว่าแม้ไข้จะลดลงแล้ว ลูกยังคงซึมมาก นอนนิ่ง เรียกไม่ค่อยตื่น ไม่ยอมสบตา หรือเอาแต่นอนปวกเปียก นี่คือสัญญาณเตือนว่าร่างกายของลูกกำลังอ่อนล้าอย่างรุนแรงจากสภาวะติดเชื้อ
2. หายใจหอบเหนื่อย ชายโครงบุ๋ม
ให้สังเกตหน้าอกและท้องของลูกขณะหายใจ หากพบว่าลูกหายใจเร็วกว่าปกติ ปีกจมูกบานออกทุกครั้งที่หายใจเข้า หรือผิวหนังบริเวณซอกคอและใต้ชายโครงบุ๋มลงไปอย่างชัดเจน แสดงว่าลูกกำลังใช้ความพยายามอย่างมากในการหายใจ ซึ่งมักเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น ปอดบวม หรือหลอดลมอักเสบ
3. ชักเกร็ง หรือมีอาการกระตุก
อาการชักจากไข้สูงมักเกิดขึ้นในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 5 ปี หากลูกมีอาการตาค้าง ตัวเกร็ง แขนขาขยับกระตุกโดยไม่รู้สึกตัว หรือบางรายอาจมีอาการตัวอ่อนนิ่มและหมดสติไปชั่วขณะ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำคือจับลูกนอนตะแคงเพื่อป้องกันการสำลัก ห้ามนำสิ่งของใดๆ ไปงัดปากลูกเด็ดขาด และรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
4. ไข้สูงลอยไม่ยอมลด แม้จะเช็ดตัวและป้อนยาแล้ว
หากอุณหภูมิร่างกายของลูกพุ่งสูงกว่า 39 องศาเซลเซียสยาวนานต่อเนื่องเกิน 24-48 ชั่วโมง โดยที่การเช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิห้องและการป้อนยาลดไข้ตามปริมาณที่เหมาะสมไม่สามารถทำให้ไข้ลดลงได้เลย หรือไข้ลดลงเพียงเล็กน้อยแล้วพุ่งกลับมาสูงใหม่ทันทีภายในเวลาอันสั้น ควรพาไปตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
5. มีผื่นแดงหรือจุดเลือดออกตามตัว
ไข้ร่วมกับผื่นเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหากเป็นจุดแดงเข้มคล้ายรอยยุงกัดแต่กดแล้วไม่จางหายไป หรือมีตุ่มน้ำ ตุ่มหนองเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคติดเชื้อรุนแรง เช่น ไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบ หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด
6. อาเจียนตลอดเวลา กินอะไรไม่ได้เลย
หากลูกกินอะไรเข้าไปก็อาเจียนออกมาหมด ป้อนน้ำก็ไม่ได้ ร่วมกับมีอาการถ่ายเหลวหลายครั้ง ให้สังเกตสัญญาณเตือนของภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ผิวแห้ง เบ้าตาลึก ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือปัสสาวะออกน้อยมาก (ผ้าอ้อมแห้งนานกว่า 6 ชั่วโมง) หากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ภาวะช็อกได้
วิธีดูแลเบื้องต้นระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาล
เมื่อตัดสินใจแล้วว่าต้องพาลูกไปโรงพยาบาล สิ่งสำคัญคือการประคับประคองอาการระหว่างเดินทางเพื่อให้ลูกปลอดภัยที่สุด
- เช็ดตัวระบายความร้อนตลอดทาง: ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้องบิดหมาด เช็ดตัวย้อนรูขุมขน เน้นบริเวณข้อพับต่างๆ เช่น ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อน
- สวมเสื้อผ้าที่โปร่งสบาย: หลีกเลี่ยงการห่มผ้าหนาๆ หรือสวมเสื้อผ้าหนาเตอะ เพราะจะยิ่งสะสมความร้อนในร่างกาย
- เตรียมข้อมูลสำคัญให้พร้อม: จดเวลาที่เริ่มมีไข้ ข้อมูลการกินยาลดไข้ครั้งล่าสุด ประวัติการแพ้ยา และสมุดวัคซีนของลูกติดตัวไปด้วยเสมอ
ข้อผิดพลาดที่คุณพ่อคุณแม่มักทำบ่อยๆ เมื่อลูกมีไข้
หลายครั้งด้วยความรักและเป็นห่วง อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในการดูแลลูก เช่น การใช้แอลกอฮอล์หรือน้ำใส่น้ำแข็งมาเช็ดตัวลูก ซึ่งวิธีนี้อันตรายมากเพราะจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว ร่างกายระบายความร้อนไม่ได้ และอาจทำให้ลูกหนาวสั่นจนไข้พุ่งสูงขึ้นไปอีก
อีกเรื่องคือการซื้อยาลดไข้กลุ่มอื่นนอกเหนือจากพาราเซตามอลมาใช้เอง โดยเฉพาะยากลุ่มแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนในขณะที่ยังไม่ทราบสาเหตุของไข้ หากลูกเป็นไข้เลือดออก ยาเหล่านี้อาจไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
เมื่อลูกตัวร้อน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสติของคนเป็นพ่อแม่ การหมั่นสังเกตพฤติกรรมและอาการร่วมอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที หากรู้สึกไม่มั่นใจหรือพบสัญญาณเตือนเพียงข้อเดียว การพาไปพบแพทย์คือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดเสมอ