ทำความรู้จักความเข้มข้นของเลือด เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม
เวลาที่เราไปโรงพยาบาลแล้วคุณหมอสั่งเจาะเลือดตรวจสุขภาพประจำปี หนึ่งในรายการที่เรามักจะเห็นกันจนคุ้นตาคือความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า CBC โดยจะมีตัวเลขตัวหนึ่งที่พูดถึงความเข้มข้นของเลือด ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่ามันคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และทำไมหมอต้องคอยติดตามดูค่าตัวนี้อยู่เรื่อยๆ
จริงๆ แล้วการตรวจติดตามระดับความเข้มข้นของเลือดไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ มันคือกระจกสะท้อนสุขภาพเบื้องต้นที่บอกได้ว่าร่างกายของเรากำลังขาดสารอาหาร มีภาวะเลือดจาง หรือมีความผิดปกติอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันแบบง่ายๆ เหมือนเวลาที่เราคุยกันที่ห้องตรวจครับ
ค่าความเข้มข้นของเลือดคืออะไร และตัวเลขเท่าไหร่ถึงเรียกว่าปกติ?
เวลาที่เราพูดถึงการตรวจติดตามระดับความเข้มข้นของเลือด แพทย์มักจะดูค่าหลักๆ 2 ตัวในผลตรวจเลือด คือฮีโมโกลบิน และฮีมาโตคริต
- ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin): โปรตีนในเม็ดเลือดแดงที่มีหน้าที่หลักในการขนส่งออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย
- ฮีมาโตคริต (Hematocrit): ปริมาตรของเม็ดเลือดแดงอัดแน่นเทียบกับปริมาตรของเลือดทั้งหมด ซึ่งจะแสดงออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์
โดยทั่วไปแล้ว ค่าปกติจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อยตามเพศและช่วงอายุ เช่น ในผู้ชายค่าฮีมาโตคริตมักจะอยู่ราวๆ 39 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในผู้หญิงจะอยู่ที่ประมาณ 36 ถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ถ้าค่าที่ตรวจออกมาต่ำกว่าเกณฑ์นี้ ก็แปลว่าเรากำลังมีภาวะเลือดจาง หรือที่เรียกกันติดปากว่าซีดนั่นเองครับ
อาการแบบไหนกันนะ ที่ทำให้หมอต้องชวนตรวจเลือดซ้ำ?
หลายคนสงสัยว่าทำไมบางคนถึงต้องเจาะเลือดตรวจติดตามอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวจบ เหตุผลก็เพราะว่าค่าเลือดเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ของร่างกายครับ โดยอาการและกลุ่มคนที่คุณหมอมักจะแนะนำให้ตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่
- คนที่ชอบมีอาการเวียนหัว หน้ามืด เหนื่อยง่ายผิดปกติ หรือรู้สึกเพลียตลอดเวลาโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมามากกว่าปกติในแต่ละเดือน ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียธาตุเหล็กสะสม
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคไต หรือโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย
- ผู้ที่กำลังอยู่ในระหว่างการรักษาภาวะเลือดจาง เพื่อดูว่ายาบำรุงที่กินเข้าไปได้ผลดีแค่ไหน
ทำไมเราถึงปล่อยให้เลือดจางไม่ได้ และการตรวจติดตามช่วยอะไร?
เวลาที่ร่างกายมีภาวะเลือดจาง เม็ดเลือดแดงจะมีไม่พอที่จะส่งออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้เร็วขึ้น ส่งผลให้เราเหนื่อยง่าย ใจสั่น สมองไม่ค่อยแจ่มใส และไม่มีเรี่ยวแรงในการใช้ชีวิตประจำวัน
การตรวจติดตามระดับความเข้มข้นของเลือดจึงมีความสำคัญมาก เพราะมันช่วยให้เราประเมินได้ว่า การรักษาหรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ผลตามเป้าหมายหรือไม่ เช่น หลังจากที่เรากินยาบำรุงเลือดไปสามเดือน ค่าความเข้มข้นของเลือดขยับขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือยัง หรือเราจำเป็นต้องปรับโดสยาเพิ่มไหม การเจาะเลือดซ้ำคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดครับ
ดูแลตัวเองอย่างไรให้ค่าเลือดอยู่ในเกณฑ์ดีสม่ำเสมอ
สำหรับการป้องกันและดูแลตัวเองไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องความเข้มข้นของเลือดต่ำ หลักการง่ายๆ คือการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบถ้วน
- เน้นอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อแดง ตับ ไข่แดง และผักใบเขียวเข้ม
- กินอาหารที่มีวิตามินซีร่วมด้วย เช่น ส้ม ฝรั่ง หรือมะนาว เพราะวิตามินซีจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น
- หลีกเลี่ยงการดื่มชาหรือกาแฟพร้อมมื้ออาหารทันที เนื่องจากสารแทนนินในเครื่องดื่มเหล่านี้สามารถขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กได้
สุดท้ายนี้ หากผลตรวจสุขภาพประจำปีของคุณเริ่มมีสัญญาณเตือนว่าความเข้มข้นของเลือดเริ่มลดลง อย่าเพิ่งตกใจไปครับ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะบางทีอาจจะแค่ต้องการการปรับเรื่องอาหารการกิน หรือกินวิตามินเสริมเพียงเล็กน้อย ร่างกายของเราก็จะกลับมาแข็งแรงสดใสเหมือนเดิมแล้วครับ